
บทเรียนจากม็อบเสธ.อ้าย
บทเรียนจากม็อบเสธ.อ้าย : บทบรรณาธิการประจำวันที่27พ.ย.2555
เป็นไปตามที่ใครๆ ต่างก็คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า หากการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ที่ไม่ว่าจะแพ้เพราะอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่จะตามมาก็คือ คดีความ การฟ้องร้องจากฝ่ายพรรคเพื่อไทย ที่บรรดาแกนนำองค์การพิทักษ์สยามจะต้องแบกรับ โดยเฉพาะข้อหาการเป็นกบฏคิดก่อการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งก็เข้าใจว่า บรรดาแกนนำองค์การพิทักษ์สยามต่างก็รับรู้และพร้อมที่จะเดินเชิดหน้าเพื่อต่อสู้คดีความที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ที่ตอนนี้กลายเป็นอดีตประธานองค์การพิทักษ์สยามไปแล้ว
ไม่มีใครปฏิเสธว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น คือสัญญาณร้ายเตือนให้ผู้คนในประเทศได้รับรู้ว่า นับจากนี้ไป ที่บอกว่าจะนำประเทศเดินหน้าสู่ความสงบสุข สามัคคี โดยเฉพาะรัฐบาลที่นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นจะแก้ไข ไม่แก้แค้น แต่เมื่อเผชิญกับภาวะเช่นนี้ หากนายกรัฐมนตรีมุ่งหมายให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในประเทศจริงๆ ก็คงจะต้องเพิ่มความพยายาม เพิ่มมาตรการ และเพิ่มความเอาจริงเอาจังให้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว หาไม่แล้วสิ่งที่พร่ำพูดออกมาก็จะเป็นเพียงลมปากผ่านหูไป ไร้ค่า ไร้ประโยชน์
ถึงแม้ว่า ในวันนี้ ความแข็งแกร่งของรัฐบาลที่สามารถใช้กลไกในมือจนทำให้การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเขย่าบัลลังก์ของรัฐบาลได้ แต่ก็ไม่ควรที่จะกระหยิ่มยิ้มย่องกับความสำเร็จ (ที่ความจริงไม่น่าจะเรียกว่าความสำเร็จ) หรือชื่นอกชื่นใจกับจำนวนคนที่มาชุมนุมนั้นไม่ได้ครบตามเป้าหมาย หากแต่ควรจะมองในอีกมุมว่า ในเมื่อวันนี้ยังไร้เหตุไร้ปัจจัยที่แรงมากพอที่จะทำให้ผู้คนลุกฮือขึ้นมาขับไล่รัฐบาล แต่รัฐบาลควรจะคิดหาวิธีการหารูปแบบที่ชัดเจนว่า จะเคารพเสียงข้างน้อยนี้อย่างไร คำทักท้วง หรือข้อเรียกร้องต่างๆ นั้น รัฐบาลจะตอบสนองได้มากน้อยเพียงใด
ในส่วนของกลุ่มมวลชนที่เดินทางมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ หรือหยุดการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเอง เมื่อการชุมนุมไม่เป็นไปตามเป้า ก็ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถโน้มน้าวให้มีคนเห็นด้วยกับเนื้อหา จังหวะ และเหตุผลของตนเองได้ ก็ไม่ควรที่จะไปแสดงออกถึงความชิงชัง หรือขับไล่รัฐบาลด้วยเหตุด้วยผลอย่างอื่นที่ไม่เป็นไปในแนวทางของระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ควรจะจำเป็นบทเรียนไปด้วยว่า การขับไล่รัฐบาลด้วยการเรียกร้องให้กองทัพมายึดอำนาจอันไม่ใช่วิถีของประชาธิปไตยนั้น ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชน
แม้ว่าการสิ้นสุดเหตุการณ์ชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามจะเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับไว แต่ทุกฝ่ายในประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลควรจะต้องตระหนักว่า ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ ความพยายามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลยังคงอยู่ เพราะฉะนั้น การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจึงควรเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และที่สำคัญ รัฐบาลเมื่อประกาศว่าเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า จริงใจที่จะรับการตรวจสอบของรัฐสภาด้วย



