
จากท้องถนนสู่ห้องประชุมสภา
จากท้องถนนสู่ห้องประชุมสภา : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555
ประชาชนคนไทยทั่วไปคงรู้สึกโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง เมื่อการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม หรือที่รู้จักกันในนาม ม็อบ เสธ.อ้าย ยกเลิกไปโดยไม่มีเหตุเสียเลือดเสียเนื้อแต่อย่างใด แม้ว่าการปะทะกัน ซึ่งน่าจะเรียกว่า การกระทบกระทั่งกันเสียมากกว่านั้น จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนนับร้อยคน แต่ก็ยังถือว่า เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บถึงขั้นสาหัสหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ไม่ว่าเหตุผลลึกๆ ที่ทำให้การชุมนุมสลายตัวลงอย่างรวดเร็วจะเป็นเช่นไรก็ตาม
เมื่อการเมืองบนท้องถนนปิดฉากลง การเมืองในรัฐสภา อันเป็นไปตามครรลองการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการสำรวจตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติก็เริ่มขึ้น ด้วยการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล พร้อมกับการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตประพฤติมิชอบไปก่อนหน้า บรรยากาศเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้ แม้บางฝ่ายอาจจะชอบ บางฝ่ายอาจจะชังก็ตามที ก็ต้องถือว่าเป็นปกติธรรมดาของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ
การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก ฝ่ายค้านได้นำเสนอเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อประกอบข้อกล่าวหาทุจริต ประพฤติผิดต่อหน้าที่ กฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่มีต่อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยพล.อ.อ.สุกำพลถูกกล่าวหาในเรื่องการจัดซื้อเรือลาดตระเวนในโครงการจัดหาเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือจำนวน 3 ลำ มูลค่า 553 ล้านบาท ทั้งๆ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ท้วงติง และการเปลี่ยนทีโออาร์การจัดซื้อระบบป้องกันภัยคุกคามในโครงการปรับปรุงเรือฟรีเกตเรือหลวงนเรศวรระยะที่ 2 ของกองทัพเรือ ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบไปนับพันล้านบาท ในขณะที่ พล.ต.ท.ชัจจ์ถูกกล่าวหาในเรื่องการเสนอราคาในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการฟื้นฟูเยียวยาอันเนื่องมาจากอุทกภัย
ขณะที่รัฐมนตรีทั้งสองพยายามชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อแก้ข้อกล่าวหาและกล่าวโทษจากฝ่ายค้าน ซึ่งเหตุผลหลักฐานของฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลที่หยิบยกขึ้นมาแสดงนั้น จะมีน้ำหนัก มีความน่าเชื่อถืออย่างไรนั้น ย่อมขึ้นกับการพิจารณาด้วยวิจารณญาณของประชาชนที่เฝ้าติดตามการอภิปราย และบรรดาส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเอง ซึ่งต้องถือว่า ล้วนเป็นไปตามครรลอง เพื่อสร้างมาตรฐาน สร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในฝ่ายบริหาร และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้อย่างดีที่สุด ไม่ใช่มุ่งแต่ประท้วง ขัดขวาง เพื่อทำลายสมาธิและความน่าเชื่อถือของฝ่ายยื่นข้อกล่าวหา
กล่าวสำหรับการลงมติของ ส.ส.โดยเฉพาะในฝ่ายรัฐบาล ที่ผ่านมาหลายครั้ง เป็นที่ประจักษ์ว่า เป็นไปในลักษณะพวกมาลากไป ใช้จำนวนสมาชิกที่มากกว่าหลับหูหลับตายกมือรับรองรัฐมนตรีทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ทำงานในหน้าที่ต่อไปได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่จะเป็นบทพิสูจน์อีกบทหนึ่งว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายจะได้แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง เพื่อเป็นการปกปักรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่พร่ำพรรณากันอยู่มิขาดปากหรือไม่



