คอลัมนิสต์

สงครามจิตวิทยาก่อนเผชิญหน้าจริง

สงครามจิตวิทยาก่อนเผชิญหน้าจริง

22 พ.ย. 2555

สงครามจิตวิทยาก่อนเผชิญหน้าจริง : ขยายปมร้อน โดย... ศรุติ ศรุตา

             ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้เรียก พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม และพล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี โฆษกองค์การพิทักษ์สยาม มาไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หลังจากได้พิจารณาคำร้องของผู้ที่คัดค้านการชุมนุมไล่รัฐบาลวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้แล้วเห็นว่า ยังต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แม้จะพิจารณาแล้วว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่เพียงพอประกอบการพิจารณา

              พิเคราะห์ยุทธศาสตร์ซึ่งแสดงออกโดยแต่ละก้าวย่างของรัฐบาลแล้ว จะเห็นความจริงจัง ความละเอียด มองทุกแง่ทุกมุมหลังจากประเมินแล้ว แนวทางของการชุมนุมครั้งนี้จะเดินไปในทิศทางใด

              แน่นอนว่า หากไม่มีม็อบมาไล่รัฐบาลและทำลายความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือของแกนนำได้นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด

              แต่ก็ได้วางอีกแผนเอาไว้ ด้วยการทำสงครามจิตวิทยา ดังจะเห็นได้จากที่แกนนำ นปช. ก่อแก้ว วรชัย จ่าประสิทธิ์ ดาหน้าออกมาวิเคราะห์แผนของผู้ชุมนุมว่า อยากให้เหมือนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ตอนนั้น พลาดท่า ปล่อยให้สลายการชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตาย

              ครั้งนี้ก็มองว่า กลุ่ม เสธ.อ้าย คงจะเดินไปแบบนั้นแล้วเรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ออกมารับผิดชอบ หาไม่ก็กดดันจนทหารออกมายึดอำนาจ

              หรือไม่ก็สร้างสถานการณ์จนเกิดการเผชิญหน้าของคนไทย 2 กลุ่ม หรือไม่ก็สร้างสถานการณ์โดยส่งคนแฝงตัวในการชุมนุมแล้วก่อเหตุ และอีกแนวทางก็คือ จับตัวยิ่งลักษณ์

              จากนั้นก็พูดถึงแผนย่อยที่เริ่มจากการระดมทุน 6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการชุมนุม สร้างสถานการณ์รุนแรง ยิงเอ็ม 79 จนมีผู้คนล้มตาย

              ถึงกับบอกด้วยว่า อาวุธที่ขนมายิง มาจากแม่สะเรียง และบุรีรัมย์

              ตบท้ายที่บอกว่า นปช.สั่งยกเลิกการชุมนุมทุกแห่งในวันที่ 24 พฤศจิกายน มีแต่วอร์รูมที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว แต่ก็ไม่วายทิ้งท้ายว่า หากเกิดเหตุจริงๆ ก็แค่เป่านกหวีดปรี๊ดเดียว พรึ่บแสนคนสบายๆ

              แล้วก็เช่นเคย ชี้เป้าไปที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

              ในส่วนของรัฐบาลเองก็ดูจะวางแผนสอดรับกันอยู่ไม่น้อย หลังจากที่ตั้ง ครม.น้อย โดยให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เป็นประธาน สั่งการป้องกันทั้งทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา

              ที่สำคัญมีการตั้งทำเนียบรัฐบาลจำลองไว้ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งยิ่งลักษณ์จะอยู่ที่นั่นในวันชุมนุม พร้อมกับ สมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้มากด้วยบารมี

              ไม่ใช่กลัว แต่ไม่อยากให้ถูกจับตัว หรือมือเปื้อนเลือดหากเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ

              งานนี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม อาจต้องเหนื่อยหน่อย เพราะถูกคาดหวังว่าจะเอาทหารอยู่ เช่นเดียวกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ที่คุมทั้ง อส.และ อพปร. ส่วน พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม ที่บอกแต่แรกว่ารู้เรื่องการขนส่งเป็นอย่างดี คราวนี้อาจได้ใช้มือ เพราะถูกสั่งให้เตรียมพร้อมในเรื่องการขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือ และรถไฟ ในการขนคนทั้งเข้าและออก

              ส่วน "เดอะปึ้ง" สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นั้นน่าจะอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะต้องคอยอำนวยความสะดวก และยังอาจต้องชี้แจงสถานการณ์ให้ต่างชาติเข้าใจ โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และเลขาฯกฤษฎีกา เป็นที่ปรึกษากฎหมาย

              ข้าง "ฝ่ายรุก" นั้นชัดเจนว่า วันพฤหัสบดี ที่ศาลเรียกให้ไปชี้แจงทั้ง เสธ.อ้าย ทั้งโฆษก คงจะไม่เดินเข้าปากเสือเป็นแน่

              เพราะข้อหาว่าเป็นกบฏก็ยังคามือตำรวจอยู่ เกิดถูกจับกุมไปการชุมนุมถึงจะมีขึ้น แต่ก็คงจะปั่นป่วนวุ่นวาย ฝ่ายรัฐก็คงจะโหมเต็มที่ว่าให้เลิกชุมนุมเพราะแกนนำถูกจับแล้ว

              ปัญหาก็คือ จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ยินยอมและพร้อมที่จะก่อเหตุด้วยอารมณ์ความไม่พอใจ...ก็เข้าทางฝ่ายรัฐที่จะจัดการด้วยข้อกฎหมายตั้งแต่ระดับธรรมดาไปถึงระดับสูงสุด

              เมื่อตัดสินใจไม่เดินทาง พล.อ.ท.วัชระ บอกว่า จะระดมคนจาก 3 กลุ่มหลักเหมือนเดิมซึ่งมั่นใจว่า คนมาเยอะแน่ เพราะจากการประเมินแล้ว "คนที่ไม่ยอมทน" เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

              แต่การชุมนุมก็จะไม่ใช้วิธีปิดกั้นทำเนียบ-รัฐสภา กระทั่งจับตัวนายกฯ ซึ่งไม่ใช่วิถีของประชาธิปไตย

              "มันเป็นความชั่วร้ายที่เอาเรื่องนี้มาทำลายการชุมนุม" โฆษกองค์การพิทักษ์สยามประณามคนที่พูดว่าจะมีการจับตัวยิ่งลักษณ์

              พร้อมย้ำว่า เป้าหมายของกลุ่มไม่เอารัฐบาลยังคงเดินไปยังที่หมายเดิม คือ ชุมนุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า มีคนที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลบริหารประเทศอีกต่อไป

              การส่งสัญญาณขององค์การพิทักษ์สยามเช่นนี้ แม้จะยืนยันว่า ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ค่อนข้างชัดเจนว่า หากม็อบแรงและจำนวนมากจริง คงไม่จำกัดเวลาการชุมนุม และอาจรวมทั้งกลวิธีการชุมนุม

              สถานการณ์โค้งสุดท้ายก่อนการชุมนุม ยังเป็นเพียงสงครามจิตวิทยา แต่เมื่อถึงวันที่เห็นหน้าเห็นตาผู้ชุมนุมแล้วนั่นต่างหากถึงจะเรียกว่า เข้าสู่การเผชิญหน้าเต็มรูปแบบ

              ส่วนจะออกมาแบบไหน งานนี้ วัดกันที่กึ๋น เพราะระดับ "เสนาธิการ" กันทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรัฐ

..............................

(หมายเหตุ : สงครามจิตวิทยาก่อนเผชิญหน้าจริง โดยขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา)