คอลัมนิสต์

ทุกฝ่ายต้องมีสติเลี่ยงรุนแรง

ทุกฝ่ายต้องมีสติเลี่ยงรุนแรง

22 พ.ย. 2555

ทุกฝ่ายต้องมีสติเลี่ยงรุนแรง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 22 พ.ย.2555

              สถานการณ์การเมืองของประเทศ ที่กำลังระอุจากการนัดชุมนุมของเครือข่ายองค์การพิทักษ์สยาม โดยยกเหตุผลในการขับไล่รัฐบาลเนื่องจากปัญหาการคอร์รัปชั่น การเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด ได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นชนวนนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอย่างที่มีการวิเคราะห์และออกมาให้ข่าวกันชนิดแบบรายวัน และยิ่งใกล้ถึงวันนัดหมายปรากฏข้อมูลข่าวสารจำนวนมากออกมาจากรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดง ในลักษณะโจมตี ดิสเครดิต และพยายามสกัดกั้นการชุมนุมว่าเป็นต้นเหตุสร้างความปั่นป่วน สร้างวิกฤติ มีการเปิดโปงแผนลับต่างๆ ที่วางไว้เพื่อก่อสถานการณ์รุนแรงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งประชาชนที่รับทราบข้อมูลเหล่านี้ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ อย่าใช้อคติส่วนตนเป็นที่ตั้ง

               การตระเตรียมรับมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายเกี่ยวข้องทั้งหลาย ก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนเพื่อความสงบเรียบร้อย และต้องยึดถือว่ากลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ได้ใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขในสิ่งที่เป็นปัญหาส่งผลความเสียหายกับประเทศชาติ ไม่ควรตั้งธงหรือผลักไสว่าเป็นอริศัตรู ส่วนการชุมนุมก็ต้องควบคุมผู้เข้าร่วม ต้องปลอดอาวุธ ขณะเดียวกันต้องมีแผนป้องกันไม่ให้มวลชนคนเสื้อแดงที่ประกาศรวมพลอยู่ตามรอบนอกเมืองหลวง เข้ามาเผชิญหน้า เพราะอาจลุกลามกลายเป็นสองม็อบปะทะกันได้ จึงควรอย่างยิ่งที่จะหาวิธีการไว้ให้พร้อม รวมทั้งการตัดสินใจต่อสถานการณ์ของคณะรัฐมนตรี(ครม.)น้อยจำนวน 9 คนที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ก็ต้องทันกาลและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

               กระแสความร้อนแรงทางการเมือง ได้ถูกปลุกเร้าไปในทุกช่องทาง ไม่เว้นแม้แต่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ภาพรวมที่ปรากฏทำให้สังคมวิตกกังวล เพราะเหตุการณ์ในอดีตช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น ยังเป็นรอยบาดแผลทิ้งไว้ไม่เลือนหาย และยังไม่อาจสะสางคดีความได้จบลง ความแตกแยกที่หวังว่าจะสามารถผสานรอยร้าวด้วยความปรองดองก็ดูจะห่างไกลกับความเป็นจริง ตราบใดที่ยังมีการแบ่งกลุ่มแบ่งขั้วโดยมีผลประโยชน์การเมืองเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน และดูเหมือนจะยิ่งทวีมากขึ้น การกระทำยั่วยุหรือป้ายสีมีอย่างต่อเนื่อง จนบรรยากาศอึมครึม ตึงเครียด และยังมองไม่ออกว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไปจนถึงจุดไหน แต่สังคมโดยรวมไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์อย่างในอดีตขึ้นอีก   

               จากการสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ พบว่ามีเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่ต่อการชุมนุมครั้งนี้ เช่น สวนดุสิตโพล ที่พบว่า 44.24% อยากให้ทุกฝ่ายมีสติ ใช้เหตุผล หันหน้าเข้าหากัน เจรจาอย่างสันติวิธี และ 28.49% ให้ทุกคนต้องยึดปฏิบัติตามกฎระเบียบในการชุมนุมอย่างเคร่งครัด นึกถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ สอดรับกับเอแบคโพลล์ ที่ผลสำรวจระบุถึงคำอธิษฐานของประชาชนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ พบว่า ร้อยละ 84 อยากให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ ไม่ตกเป็นเครื่องมือความรุนแรง ร้อยละ 67.8 อยากเห็นการปรองดองเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ดังนั้นท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองห้วงนี้ ทุกฝ่ายต้องมีสติ ไม่จุดชนวนความรุนแรงให้เกิดขึ้น