คอลัมนิสต์

กาลครั้งหนึ่ง'ชาวนา'กับ'พญาอินทรี'

กาลครั้งหนึ่ง'ชาวนา'กับ'พญาอินทรี'

21 พ.ย. 2555

กาลครั้งหนึ่ง'ชาวนา'กับ'พญาอินทรี' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            พญาอินทรีขยับปีกคืนสู่ถิ่นแหลมทองคราวนี้ ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะสงครามทุนยุคมังกรทะยานฟ้า ทำให้พญาอินทรีต้องสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

              ในการแถลงข่าวร่วมของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โอบามากล่าวว่า ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ ในภูมิภาคเอเชีย ผู้นำประเทศทั้งสองเห็นพ้องร่วมกันว่า ความเป็นพันธมิตรนี้มีรากฐานมาจากความมุ่งมั่นร่วมกันในเรื่องประชาธิปไตย การดำเนินการตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล การเป็นสังคมเปิด และการค้าเสรี ซึ่งได้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

              ถัดมาในงานเลี้ยงอาหารเย็น โอบามาก็ย้ำว่า ไทยเป็น "มิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย" ของสหรัฐ ปีนี้ก็ครบรอบ 180 ปีแห่งการเปิดสัมพันธ์ และสหรัฐถือว่าไทยเป็น "หุ้นส่วน" สำคัญในภูมิภาคนี้

              คำว่า "มิตรที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย" เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์

              เมื่อสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี.ไอเซนฮาวร์ (20 มกราคม 2496-20 มกราคม 2504) มีนโยบายที่เข้มข้นและมุ่งตรงต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยเป็นอย่างมาก เพื่อผ่านความช่วยเหลือทางการทหารและการดำเนินสงครามจิตวิทยาในการต่อต้านคอมมิวนิสต์

              นับตั้งแต่การล่มสลายของพรรคก๊กมินตั๋งในจีนแผ่นดินใหญ่ และการเกิดสงครามเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โฮจิมินห์" และกองทัพเวียดมินห์มีชัยเหนือเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส สหรัฐประเมินว่า เวียดมินห์จะบุกเข้าไทยทางอีสานด้วยการสนับสนุนจากจีนคอมมิวนิสต์ อันเป็นเหตุให้สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ต้องเร่งปรับนโยบายต้านภัยคอมมิวนิสต์

              "วิลเลียม เจ.โดโนแวน" ถูกส่งมาเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อ 4 กันยายน 2496 ภารกิจสำคัญที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ มอบหมายให้ "โดโนแวน" ปฏิบัติ คือการสร้าง "ป้อมปราการ" (Bastion of resistance) ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐ ประจำภูมิภาคขึ้นในไทย

              เมื่อปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมามีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็เป็นช่วงที่โลกคอมมิวนิสต์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ สหภาพโซเวียตกับจีน เกิดความขัดแย้งแบ่งขั้วแบ่งค่าย ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่อมชาวคอมมิวนิสต์ไทยให้เลือกข้างจีน

              28 กันยายน 2504 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จัดการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 กำหนดเข็มมุ่งที่จะเตรียมการต่อสู้ด้วยอาวุธ เร่งขยายงานในชนบท คัดค้านสหรัฐอเมริกา และคัดค้านเผด็จการสฤษดิ์
 
              7 สิงหาคม 2508 มีการปะทะกันระหว่างหน่วยจรยุทธ์ของ พคท. กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่บ้านนาบัว ต.เรณูนคร อ.นาแก จ.นครพนม

              เดือนกันยายน 2508 กรมการเมืองของ พคท. ประชุมขยายวงที่ดงพระเจ้า อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ที่ประชุมมีมติให้เริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธในทุกเขตที่มีเงื่อนไข

              19 พฤศจิกายน 2508 ศูนย์การนำ พคท. ที่ชายป่า อ.นาแก จ.นครพนม มีมติจัดตั้ง "พลพรรคประชาชนไทยต่อต้านอเมริกาแห่งประเทศไทย" (พล.ปตอ.) โดยมีชาวนา 20 คน เข้าร่วมประจำการกองกำลังติดอาวุธ "พล.ปตอ." หน่วยแรก ที่บริเวณบุ่งมะเห ภูกะเสด ต.โพนทอง อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครอง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ)

              วันนี้ได้ข่าวว่า ลูกหลานชาวนาอีสานที่เคยสังกัด พล.ปตอ.เมื่อ 47 ปีที่แล้ว กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำศูนย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรื่องชาวนากับพญาอินทรี ที่มิเคยได้รับการบอกกล่าวเล่าขานกันมาก่อน

              กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวนาผู้เชื่อในทฤษฎี "ไผเฮ็ด ไผสร้าง" ได้วางเคียวมาจับปืนยืนสู้กอบกู้เอกราชด้วยความโดดเดี่ยว จบชีวิตในราวไพรด้วยคมกระสุนและไข้ป่า