
โฟนอินปลุกนักรบ'ฝัน'อีกหน
โฟนอินปลุกนักรบ'ฝัน'อีกหน : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา
"ถ้าไม่สู้ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม" คงจะประมาณนั้น สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ตัดสินใจ "โฟนอิน" ในงานเสื้อแดง "เวทีรวมพลคนรักรัฐบาลต้านกบฏ เดินหน้ารับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3" ที่ บางพลี จ.สมุทรปราการ
เนื้อหาที่ ทักษิณ พูดถึงนั้น เรียกพลคนเสื้อแดงให้กลับมาอีกครั้ง เพราะยิงคำถามไปยัง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี "ลูกป๋า" ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นกับ "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม
ซ้ำยังชี้เป้าไปยัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ไม่ห้ามคนใกล้ชิดในการออกไปร่วมกับ เสธ.อ้าย เคลื่อนไหวไล่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาว
แทบไม่ต่างจากเสียงโฟนอินเมื่อปี 2552 ต่อเนื่องมาถึงปี 2553 ที่ระบุถึง "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" รวมไปถึง "คลิป" ที่มีการนำออกมาเผยแพร่ขณะที่ทักษิณกำลังยืนพูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่งถึงบทบาทของ พล.อ.เปรม ที่กระทำต่อเขา
นับเป็นกลยุทธ์ที่เรียกรวมพลได้อย่างมีนัยเลยทีเดียว ในภาวะที่ "เสื้อแดง" กับแกนนำ นปช.กำลังลังเลสับสนว่า จะเดินในแนวทางใดในกรณีที่กลุ่มองค์การพิทักษ์สยามออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์
ฝ่ายหนึ่งต้องการออกมาสร้างเกราะคุ้มกันรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็เท่ากับกับการปกป้องทักษิณ ขณะที่ฝ่าย นปช.โดยเฉพาะ จตุพร พรหมพันธุ์ ผู้พลาดหวังจากเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น สวนทันควันว่า คนเสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหวได้ จะต้องมีมติจากแกนนำอันประกอบไปด้วย ธิดา ถาวรเศรษฐ, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และตน เท่านั้น
เพราะเกมของ เสธ.อ้าย นั้น ชัดเจนว่า เรียกทหารออกจากกรมเพื่อหยุดยั้งการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาล
เกิดการปะทะของคนไทยด้วยกันขึ้นเมื่อใด ทหารก็คงอดใจไม่ไหวที่จะเข็นรถถังออกจากกรมกอง
สิ่งที่ จตุพร ลั่นวาออกไป ก็ได้รับการขานรับจาก ธิดา รวมทั้ง ณัฐวุฒิ เพราะไม่ต้องการเป็นเหยื่อในเกม "แช่แข็ง"
แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะนิสัยของทักษิณ ผู้ซึ่งไม่เคยปล่อยให้ผู้อื่นมากำหนดเกม หรือขีดเส้นให้เดิน
นัดแรกของการรวมพลคนรักรัฐบาลของกลุ่มเสื้อแดงภายใต้สังกัดแบบที่เรียกว่า "สายตรง" อันมี ประชา ประสพดี ผู้ซึ่งผงาดนั่งเก้าอี้ รมช.มหาดไทยหมาดๆ เสื้อแดงสมุทรปราการจึงต้องแสดงศักยภาพให้เห็น
งานนี้แม้จะต้องทุ่มทุกสรรพสิ่งและอาจแพงกว่าที่เคยก็ไม่มีทางอื่นใดแล้วสำหรับทักษิณ
ในขณะที่ นปช.และฮาร์ดคอร์ทั้งหลายก็ยากที่จะบ่ายเบี่ยง
จตุพร ที่แม้จะเคยลั่นวาจาไว้ว่า วันข้างหน้าใครจะสู้ให้ ในเมื่อวันนี้นักรบที่มีบาดแผลกลายเป็นคนที่มีตำหนิ แต่งานนี้ก็ยังต้องไป
จุดที่ทำให้เกิดการตัดสินใจสั่งรวมพลคนเสื้อแดงนั้น นั่นอาจเป็นเพราะการประเมินสถานการณ์ของหน่วยงานด้านการข่าวยืนยันแล้วว่า งานนี้แม้ เสธ.อ้าย จะบอกว่า ไม่ปิดรัฐสภา ไม่ล้อมทำเนียบรัฐบาล แต่ปัญหาอยู่ที่ยอดผู้ที่มาร่วมชุมนุมมันมีเค้าว่าจะมืดฟ้ามัวดินกินพื้นที่ไปแบบไม่ตั้งใจ
นั่นก็คือ ที่ผ่านมาการไปพูดลอยๆ ทำลายความน่าเชื่อถือของการจัดชุมนุมว่า มีการลงขันให้ 6,000 ล้านบาท หรือได้เงินได้ทองจากการสนับสนุนของกลุ่มค้ายาเสพติดมันไม่ได้ผล
แถมยังถูกมองว่า เอาเรื่องเลวร้ายมาป้ายสีแกนนำองค์การพิทักษ์สยาม ยิ่งทำให้น้ำหนัก ความน่าเชื่อถือลดน้อยลงไปอีก
เพราะรัฐบาลคุมกลไกตรวจสอบในเรื่องนี้ ทั้ง ปปง. ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย แต่กลับพูดลอยๆ ซ้ำซากอยู่เป็นอาทิตย์
ซ้ำร้ายหันไปหาฝ่ายผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ดูจะไม่เปิดโอกาสให้ทำอะไรได้ไปมากกว่า การเป็น "ผบ.เหตุการณ์" ส่วนการที่จะไปขอให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ตามที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.เสนอ ก็เท่ากับรัฐบาลกวักมือเรียกรถถังโผล่หัวออกมาจากกรม-กองซะเอง เพราะกฎหมายระบุชัดว่า ให้ ผบ.ทบ.ทำหน้าที่ ผอ.รมน.สั่งได้ทุกหน่วยงานทั่วประเทศ
เท่ากับให้ทหารออกมาคุมทุกองคาพยพ !
ในขณะที่แกนนำกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามก็ล้วนแต่ทหารเก่าด้วยกันทั้งนั้น
เรียกออกมาเมื่อไหร่ ได้เสียวสันหลังกันวาบๆ ยิ่งกว่าเล่นรถไฟเหาะในสวนสนุก
อย่างไรก็ตาม ค่ำคืนวันที่ 18 พฤศจิกายน ก็พอจะกล้อมแกล้มให้ ทักษิณ ได้อุ่นใจว่า แม้จะเกิดเรื่องระหองระแหงเพราะพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังมีมวลชนที่ยัง "เอาด้วย" อยู่พอสมควร
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะลบล้างสิ่งที่ทักษิณได้แสดงออกมาในก่อนหน้านี้จนทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า บุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งกำลังทรัพย์และบารมีผู้นี้ จะนำพาพวกเขาไปสู่จุดหมายปลายทางที่เรียกว่า "ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ได้หรือไม่
ในเมื่อตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่ว่า "นักรบ" นอกจาก "ความรู้สึก" ถึงชัยชนะแล้ว รางวัลที่ได้คือ ได้สุขกับ "ความฝัน" ที่ไม่เคยเป็นจริง
..........................
(หมายเหตุ : โฟนอินปลุกนักรบ'ฝัน'อีกหน : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา)



