คอลัมนิสต์

สื่อกับนักการเมือง

สื่อกับนักการเมือง

20 พ.ย. 2555

สื่อกับนักการเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 20 พ.ย.2555

             แต่ไหนแต่ไรมาสื่อมวลชนกับนักการเมืองเป็นเสมือนลิ้นกับฟัน ที่แม้บางครั้งจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่หากแต่ละฝ่ายต่างมีความเข้าอกเข้าใจกันว่า ต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ ปัญหาการกระทบกระทั่งกันบ้างก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก และจะทำให้การทำงานของแต่ละฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น นั่นก็คือ ฝ่ายการเมืองเองก็จะทำงานโดยมีเครื่องป้องกันตนเองในชั้นต้นว่า สิ่งที่ได้ทำไป หรือคิดจะทำนั้น ส่งผลกระทบต่อสังคมในระดับใด เพราะมีสื่อมวลชนคอยซักถาม คอยตรวจสอบภายใต้ความมีจรรยาบรรณนั้นเป็นเรื่องปกติ
 
              แต่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในฐานะผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลขั้นต้นนั้น มักไม่เป็นที่ชื่นชอบของฝ่ายบริหาร ที่มักจะเข้าใจไปว่า การตรวจสอบของสื่อมวลชนนั้นเต็มไปด้วยอคติ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หากว่าความรู้สึกนั้นไม่ได้ถ่ายทอดออกมาจนทำให้ใครต่อใคร โดยเฉพาะผู้คนที่ชื่นชมรัฐบาลหรือรัฐมนตรีนั้น พากันเข้าใจไปว่า การซักถามของสื่อมวลชนโน้มเอียงไปทางหนึ่งทางใด เฉกเช่นกรณีความขัดแย้งครั้งล่าสุด ที่ฝ่ายรัฐมนตรีระบุว่า ผู้สื่อข่าวที่ซักถามนั้น ฝักใฝ่พรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม
 
              โดยวิชาชีพของสื่อมวลชนแล้ว การถูกตั้งคำถามว่า ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายตรงกันข้ามในขณะที่ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายจริยธรรม แทบไม่ต่างจากการที่นักการเมืองถูกกล่าวหาซึ่งหน้าว่าคอร์รัปชั่น ไม่ว่าผู้สื่อข่าวคนนั้นจะมีใจเอนเอียงในเรื่องการเมืองอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม ยิ่งนักการเมืองมาให้สัมภาษณ์ภายหลังด้วยว่า จะคว่ำบาตรผู้สื่อข่าว โดยอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ยิ่งไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา แต่กลับแสดงให้เห็นว่า เรื่องส่วนตัวกำลังจะอยู่เหนืองาน-ความรับผิดชอบต่อหน้าที่บริหารประเทศ
 
              การกระทบกระทั่งระหว่างสื่อมวลชนกับนักการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่การปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ทั้งที่ตนทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตรงนี้ก็ควรจะแก้ปัญหาด้วยการแต่งตั้งโฆษกประจำตัว ไม่ควรที่จะเลือกการใช้วิธีคว่ำบาตรผู้สื่อข่าวคนหนึ่งแล้วทำให้ประชาชนคนทั้งประเทศไม่มีโอกาสรับรู้ข่าวสารการบริหารราชการ ขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นว่า รัฐบาลที่เลือกจะพูดคุยกับสื่อบางสื่อที่มีทัศนคติตรงกันเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนักสำหรับรัฐบาลที่เต็มไปด้วยนักบริหารมืออาชีพ
 
              ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ถูกละเลยมาจนถึงวันนี้ นักการเมืองเป็นส่วนสำคัญที่จะลดหรือเพิ่มความแตกต่างในสังคม เพียงเพราะใช้ความรู้สึกส่วนตัวแล้วเห็นว่า ฝ่ายหนึ่งน่าจะไม่ชอบหรือไปฝักใฝ่อีกฝ่าย ก็เลยปฏิเสธที่จะสังฆกรรมด้วยนั้น ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ที่ระยะหลังราวกับดำรงอยู่ได้ด้วยการบริโภคความขัดแย้ง เลือกที่จะดูแลผู้คนที่เป็นฝ่ายตนเองมากกว่าฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้าม ทั้งที่ระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากก็ต้องเคารพเสียงข้างน้อย ไม่ใช่ทำให้ทั้งหมดเป็นเสียงเดียวกันกับตน