คอลัมนิสต์

'ม็อบพิทักษ์สยาม'สัญญาณรบ.น่าสงสัย

'ม็อบพิทักษ์สยาม'สัญญาณรบ.น่าสงสัย

16 พ.ย. 2555

'ม็อบพิทักษ์สยาม'สัญญาณจากรัฐบาลน่าสงสัย : ขยายปมร้อนโดยอรรถยุทธบุตรศรีภูมิ

             จับอุณหภูมิความวิตกกังวลของรัฐบาลต่อ"ม็อบองค์การพิทักษ์สยาม" ที่นำโดย "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์  เรียกได้ว่าทวีสูงขึ้นทุกวัน จากก่อนการชุมนุมครั้งแรกเมื่อ 28 ตุลาคม แทบจะเรียกว่า "สบประมาท" ว่าคนจะมาน้อย แต่พอเอาเข้าจริงกลับผิดพลาดที่มีคนมาร่วมหมื่น ทำเอาฝ่ายข่าวถึงกับหน้าม้านไปตามๆ กัน

             มาถึงวันที่"เสธ.อ้าย" จะก่อม็อบครั้งที่สอง และลั่นว่า ไม่ตัวเขาก็รัฐบาลที่ต้องไปหลังการชุมนุมครั้งนี้ เบื้องต้นหลายฝ่ายยังทำท่าเหมือนเดิมคือ ไม่เชื่อน้ำยาแต่ยิ่งใกล้วันท่าทียิ่งเปลี่ยนไปโดยเฉพาะท่าทีของ "นกรู้" อย่าง "เฉลิม อยู่บำรุง"

             "เฉลิม" สั่งให้เตรียมการรับมืออย่างเต็มที่ ให้เตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อยกว่า 5 หมื่นนาย และสั่งการให้ "พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว" ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลสถานการณ์

             แต่"อดุลย์" นั้นก็ดูเหมือนจะอ่านทางลมออกเพราะตำรวจเคยเจ็บช้ำจากปฏิบัติการ "7 ตุลา" ทำให้ครั้งนี้ต้องออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นัยว่าเพื่อต้องการขออำนาจในการทำงาน เพราะเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เจ้าหน้าที่ผู้รักษาการมีอำนาจในการดำเนินการต่างๆ เพื่อดูแลรักษาความเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการประกาศห้ามใช้พื้นที่ หรือเส้นทางต่างๆ ในการชุมนุม การห้ามพกพาอาวุธ

             และที่สำคัญคือ"ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือให้เกิดความสงบโดยด่วน"

             นอกจากมีอำนาจแล้วการประกาศใช้ยังหมายถึงมีผู้ที่รับผิดชอบตามขั้นตอน มิใช่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงลำพังเท่านั้น

             เมื่อย้อนกลับไปยุครัฐบาล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็เคยประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ก่อนที่เสื้อแดงจะเริ่มชุมนุมในเดือน มี.ค. 2553 ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็น พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในที่สุด

             หรือแม้แต่รัฐสภาก็เตรียมการอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด บันไดฉุกเฉินที่จะพาบรรดานายกฯ รัฐมนตรี และ ส.ส. ออกจากสภา หรือรถตู้รับส่ง

             คำถามคืออะไรที่ทำให้ฝ่ายรัฐเกรงกลัวขนาดนั้น หรือได้สัญญาณอะไรบางอย่าง

             ตัวเลขที่ฝ่ายต่างๆประเมินออกมานั้น แม้ตัวเลขขั้นสูงจะแตกต่างกันออกไปตามที่ว่าใครจะเป็นคนประเมิน แต่ตัวเลขขั้นต่ำนั้นตรงกันว่า ไม่น่าจะน้อยกว่า 5 หมื่นคน ถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ใช่น้อยทีเดียว และหากเทียบกับพื้นที่ "ลานพระรูป" จะห็นได้ว่า หากมาตามจำนวนขั้นต่ำจริงก็สามารถล้นไปถึงทำเนียบฯ และที่สำคัญคือรัฐสภา ในวันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

             และว่ากันว่าสองเหตุการณ์บรรจบกันนี้ไม่ใช่ "มาฆบูชา" ที่จะมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย

             เมื่อเช็กขุมกำลังผู้ที่จะมาร่วมชุมนุมกลุ่มแรกคือ คนหน้าเดิม ที่เรียกง่ายๆ ว่า "คนไม่เอาทักษิณ" ซึ่งจะประกอบด้วยกำลังหลักคือ มวลชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และของประชาธิปัตย์ ซึ่งทั้งสองกลุ่มในวันที่รุ่งเรืองแทบจะทับซ้อนกันแนบสนิท  และไม่แปลกที่ครั้งนี้จะมีคนกระซิบว่า มีนักการเมืองบางคนทำตัวเป็นสปอนเซอร์ด้านจำนวนคนให้แก่ม็อบ

             ส่วนกลุ่มที่ถูกคาดหวังว่าจะมาเพิ่มเติมคือกลุ่มคนชั้นกลาง พลังเงียบ ผู้ที่เบื่อหน่ายการเมืองและรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ผิดหวังนโยบายของรัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้คงต้องรอลุ้นว่า เมื่อถึงเวลานัดจะมาหรือไม่ และจะมาเติมเพิ่มหากการชุมนุมมีความจำเป็นต้องยืดเยื้อหรือไม่

             แต่งานนี้แค่มวลชนอาจจะไม่ใช่ตัวชี้ขาดเพราะไม่ว่าคนจะออกมามากขนาดไหน กดดันรัฐบาลขนาดไหน หากทุกอย่างเป็นไปโดยสงบย่อมไม่ก่อให้เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างที่บางคนคาดหวัง

             ลำพัง"เสธ.อ้าย" รัฐบาลอาจจะไม่กังวลมากนัก แต่คนที่อยู่ข้างหลังนั้น เรียกได้ว่า "ตัวกลั่น" ทั้งคนที่ออกหน้าและคนที่ไม่ประสงค์ออกหน้า แต่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์ และกำลังใจ

             แล้วยิ่งประกอบกับคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่แสดงความไม่พอใจและไม่ฟังเสียงส่วนกลาง จัดการชุมนุมอยู่ในปริมณฑล รอบกรุงเทพมหานคร ยิ่งทำให้สถานการณ์สุ่มเสี่ยงมากขึ้นไปอีก เพราะหากมีบางคนก่อเหตุขึ้นระหว่างนั้นก็ไม่ยากที่มวลชนสองฝั่งจะเข้ามาประชิด

             และไม่ยากเช่นกันที่อะไรจะเกิดขึ้นตามมาจากนั้น

             คำถามประการต่อมาคือรัฐบาล "โอเวอร์แอ็กติ้ง" เกินไปหรือไม่แม้จริงอยู่ที่การประเมินสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สามารถประเมินต่ำได้ เพราะเดิมพันที่จะออกมานั้นค่อนข้างสูง แต่การตอบสนองชนิดออกนอกหน้านั้น ในมุมกลับจะกลายเป็นการสร้างความตระหนกและกลายเป็นเรียกคนให้ออกมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

             ยิ่งออกมามากยิ่งเสี่ยงมาก ตรงข้ามกับผู้ประสงค์ร้ายที่จะก่อการได้ง่ายขึ้น

             งานนี้หากมองแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบคือเป็นฝ่ายรุกหากสำเร็จเปลี่ยนแปลงได้จริงก็ถือว่ากำไร แต่หากไม่สำเร็จ ชุมนุมไม่เป็นไปตามเป้า แต่สงบเรียบร้อยก็ยังจะเลี้ยงเชื้อไว้รอวันสถานการณ์สุกงอมเพียงพอ ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่มาก   หรือกระทั่งแกนนำปัจจุบันช้ำการเปลี่ยนแกนนำเพื่อสู้ในโอกาสใหม่ก็ย่อมทำได้

             ขณะที่รัฐบาลเองนั้นตกอยู่ในสถานะรับที่ค่อนข้างยากลำบากต่อการจัดการสถานการณ์ต่างๆ

             แต่หากอ่านเกมทำได้ละเอียดไม่เพลี่ยงพล้ำ หรือปล่อยมวลชนฝั่งของตัวเองก้าวข้ามเส้น และตัดปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดออก เมื่อนั้นไม่ว่าจะมีกี่ม็อบ กี่เกมใต้ดิน ก็ไม่อาจดึงลงจากอำนาจได้!!


.......................

(หมายเหตุ : 'ม็อบพิทักษ์สยาม'สัญญาณจากรัฐบาลน่าสงสัย : ขยายปมร้อนโดยอรรถยุทธบุตรศรีภูมิ)