คอลัมนิสต์

มิตรแท้มิตรเทียม

มิตรแท้มิตรเทียม

16 พ.ย. 2555

มิตรแท้มิตรเทียม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 16 พ.ย.2555

              ทั้งรัฐบาลและสื่อมวลชนต่างโหมประโคมข่าวด้วยความภูมิใจว่าประเทศไทยกำลังเนื้อหอมเนื่องจากจะมีผู้นำมหาอำนาจทั้งตะวันตกและตะวันออกมาเยือนในช่วงไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งยกขบวนทั้งระดับประธานาธิบดี ทั้งรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศทยอยมาเยือนไทยในช่วงไล่เลี่ยกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตามด้วยการเยือนของนายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรี จีนในวันที่ 21 พฤศจิกายน มองเผินๆ การเยือนไทยของผู้นำสองประเทศเหมือนกับเป็นการเยือนตามปกติก่อนจะเดินทางไปหรือกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 21 ที่กัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน
 
              แต่สิ่งที่น่าสังเกตยิ่งก็คือการเยือนไทยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และนายเวิน เจียเป่า ครั้งนี้ เป็นการเจาะจงขอเดินทางมาเยือนโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่เป็นทางผ่านเหมือนเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา และมีขึ้นในช่วงที่นายโอบามาซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่สอง ได้แสดงท่าทีให้เห็นชัดมากขึ้นว่าพร้อมจะทำสงครามเย็นยุคใหม่กับจีน ที่กำลังมีการผลัดเปลี่ยนผู้นำรุ่นใหม่ เพราะต้องการจะสกัดกั้นจีนไม่ให้มีอิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร ซึ่งเท่ากับคุกคามอิทธิพลของสหรัฐโดยตรง
 
              หนทางหนึ่งที่สหรัฐจะกลับมาสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์อีกครั้งก็คือการดึงไทยเข้ามาเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา 2012 รวมทั้ง ประกาศร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) และการรื้อฟื้นการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ การลงนามครั้งนี้นอกจากจะเปิดช่องให้สหรัฐสามารถขยายแนวปิดล้อมจีนได้มากขึ้นแล้ว ยังสามารถตักตวงประโยชน์จากข้อตกลงการค้าที่แฝงการเอารัดเอาเปรียบและเอาแต่ได้ในหลายเรื่องด้วยกัน
 
              จุดอ่อนประการหนึ่งของการต่างประเทศไทยก็คือชอบมองในแง่ดีว่าไทยเป็นมหามิตรของทั้งสหรัฐและจีน โดยไม่เคยคำนึงว่าใครเป็นมิตรแท้หรือมิตรเทียม หรือชอบคิดแต่เพียงมิติเดียวว่าทำเลที่ตั้งของประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคนี้ อันจะทำให้ไทยได้ประโยชน์เต็มที่ โดยไม่สำนึกว่าการเมืองโลกในขณะนี้ได้ทวีความซับซ้อนมากขึ้น หากรู้ไม่เท่าทันเกมหรือหากผลีผลามลงนามในข้อตกลงต่างๆ โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ว่ามีนัยสำคัญอะไรแฝงอยู่หรือไม่ ก็อาจจะถูกหลอกให้กลายเป็นพันธมิตรที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
 
              อีกคำถามหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรไทยจะไม่ถูกดึงไปเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไปจนเสียความเป็นกลางหรือเสียประโยชน์ของประเทศ ในเมื่อการเมืองโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องรู้ทันเกมจะได้เตรียมหามาตรการรองรับไว้ล่วงหน้าให้ดี ไม่ใช่แค่คิดจะ "ลู่ตามลม" หรือ "จับปลาสองมือ" ซึ่งเป็นนโยบายที่ล้าหลังไปมากแล้ว