คอลัมนิสต์

สิทธิชุมชนในการอยู่ร่วมกัน

สิทธิชุมชนในการอยู่ร่วมกัน

15 พ.ย. 2555

สิทธิชุมชนในการอยู่ร่วมกัน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 15 พ.ย.2555

              การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศก่อให้เกิดการขยายตัวของเมือง มีการลงทุนในด้านสาธารณูปโภค ระบบขนส่งขนาดใหญ่ รวมทั้งที่อยู่อาศัยรูปแบบทันสมัยประเภทอาคารสูงหรือคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรที่กระจายตัวอยู่ตามเส้นทางระบบขนส่งรถไฟฟ้าและจุดบริเวณย่านที่อยู่อาศัยสำคัญหนาแน่นของเมืองหลวง รวมทั้งผุดขึ้นตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว ทั้งบนภูเขา ริมทะเล ซึ่งการเกิดขึ้นมากมายนั้นบางแห่งก็เผชิญปัญหาความขัดแย้งกับชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีปัญหาสารพัด เช่น ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม มลพิษทางเสียง การก่อสร้างที่สร้างความเดือดร้อนจนบางครั้งเกิดความเสียหายให้แก่ชุมชนรอบข้าง ตลอดจนปัญหาอนาคตในด้านความแออัด การจราจรและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

               เอกชนที่เป็นเจ้าของโครงการจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิของชุมชน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ให้ความเข้าใจและยอมรับ รวมทั้งหาจุดร่วมที่ลงตัวกับชุมชนเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างพึงพอใจทุกฝ่าย แต่ก็ปรากฏบ่อยครั้งถึงการร้องเรียนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเอกชนบางส่วน ที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่สนใจความเดือดร้อน หรือแม้แต่จะแก้ไขปัญหา ไม่ยอมรับกติกา ข้อระเบียบ จนข้อพิพาทไปถึงชั้นศาลก็มากมาย ในขณะที่ทางการได้กำหนดให้เอกชนเจ้าของโครงการต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ เพื่อเป็นการคลี่คลายและเป็นการศึกษา พร้อมทั้งวางกรอบแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นไปในตัว โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ได้ออกความเห็น เสนอแนะ ที่สำคัญสามารถทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้

               กรณีที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตั้งธงให้โครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรไม่ต้องทำอีไอเอ เพื่อขั้นตอนได้รวดเร็วขึ้น และลดปัญหาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ในการพิจารณารายงานอีไอเอ เพราะผู้ประกอบการเรียกร้องว่าล่าช้าจากการทำงานของ คชก.เนื่องจากโครงการมีจำนวนมาก ในการนี้ สผ.จะจัดทำคู่มือหลักปฏิบัติให้ผู้ประกอบการเพื่อเป็นแนวทางมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมจะหารือกับ กทม. และกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยหาช่องข้อกฎหมายใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคารหรือกฎหมายฉบับอื่นๆ ให้สามารถออกระเบียบนำคู่มือดังกล่าวมาบังคับใช้ในทางปฏิบัติได้ ขั้นต่อไปก็จะยกเลิกไม่ต้องทำรายงานอีไอเอแล้ว

               การวางเป้าหมายของ สผ.หากเป็นการวางกรอบแก้ไขเรื่องการก่อสร้างก็เป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง แต่หากมองในด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชน ก็จะเกิดคำถามว่า จะครอบคลุมปัญหามิตินี้ได้แค่ไหน และวิธีการนี้จะดีกว่าของเดิมที่เอกชนต้องทำอีไอเอจริงหรือ นอกจากจะมีประโยชน์แค่ลดขั้นตอนลดเวลาความล่าช้าให้แก่เอกชน อีกทั้งจะกลายเป็นการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ที่สำคัญเป็นการตัดตอนหน่วยงานกลางอย่าง คชก.ออกไปนอกวงจร ทั้งที่ คชก.ต้องใช้ความเชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะด้านเข้ามาไตร่ตรองโครงการ ยังไม่รวมถึงการทำอีไอเอเป็นการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม หากตัดตรงนี้ไปเท่ากับผิดหลักการ จึงมีคำถามว่า ฝ่ายไหนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้กันแน่