
อย่ากลัวการตรวจสอบ!
อย่ากลัวการตรวจสอบ! : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ยิ่งใกล้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ข่าวคราวทั้งจาก "ในสภา" และ "นอกสภา" ดูจะฟุ้งจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
แทบจะแยกไม่ออก ตกลงข่าวที่มีการนำเสนอในแต่ละวันระหว่าง "ฝ่ายค้านกับรัฐบาล" ใครเป็น "ฝ่ายตรวจสอบ" และฝ่ายไหนเป็นฝ่ายที่กำลัง "ถูกตรวจสอบ" กันแน่
เรียกได้ว่าสถานการณ์ระหว่างนี้ใช้สงครามข่าวสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนโดยไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริงและเรื่องไหนเป็นข่าวกระแส!
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีทั้ง "ข่าวปล่อย" หรือ "สร้างกระแส" ดึงความสนใจของสังคมมารวมกันที่จุดเดียว เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อเสร็จภารกิจทุกอย่างกลับ "เงียบ" คืนสภาพเป็นปกติเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่คนปล่อยข่าวก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้น
การนำสงครามข่าวสารในยุคเก่ามาใช้ในเวทีการเมือง เพื่อทำลายศัตรูได้หวนกลับมายังเวทีการเมืองอีกครั้ง เป็นการเล่นการเมืองแบบย้อนยุค แต่เป็นการเมืองที่เป็นศัตรูถาวรทั้งในสภาและนอกสภา
เพราะการเมืองในอดีตเมื่ออภิปรายในสภากันแล้วหลังการประชุมยังนัดกินข้าวพูดคุยกันได้ปกติต่างจากการเมืองปัจจุบันที่แบ่งขั้วเลือกข้างกันชัดเจน
ถือเป็นการเมืองแบบถอยหลังเข้าคลองไม่พัฒนาโดยเฉพาะเรื่องการคัดเลือกตัวบุคคลมาสมัครเป็น "ส.ส." ในพรรค และคัดกรองคนมานั่งตำแหน่ง "ฝ่ายบริหารประเทศ"
ที่สำคัญการเมืองที่ตอบโต้กันไปมาโดยไม่สนใจนำเสนอข้อเท็จจริงหรือนำเรื่องที่ผ่านการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมมานำเสนอ ถือเป็นการ "มอมเมา" หรือยัดเยียดข้อมูลเท็จให้แก่ประชาชนเพื่อดึงมาเป็นพวก
การเมืองลักษณะนี้ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย
ถ้ามั่นใจว่า "ตัวแทน" ที่ประชาชนเลือกเข้ามา "ไม่ทุจริต" ต้องยินดีให้มีการตรวจสอบ เพื่ออธิบายข้อสงสัยต่อสังคม
ความเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่จ้องทำลายคนที่เห็นต่าง มิฉะนั้นจะไม่เรียกว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยแต่เป็นสังคมเผด็จการ
ดังนั้น เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้น ถือเป็นข้อดีที่ "ตัวแทน" ที่ประชาชนเลือกจะได้ใช้โอกาสชี้แจงต่อสังคม
แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างเล่นการเมืองกันไปมา สุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาก็จะเป็นช่องทางให้กระบวนที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเข้ามาแทรกแซงได้
ข้อสงสัยในตัวนักการเมืองที่กำลังเป็น "ข่าว" จึงควรตอบข้อสงสัยที่กำลังเกิดขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะหยิบฉวยข้อมูลเฉพาะบางส่วนไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง
ตั้งแต่ "นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรี" ที่ถูกฝ่ายค้านยื่นถอดถอนและยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งหมดรวม 4 คน คือ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อ สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" ควรดีใจที่จะได้ชี้แจงข้อสงสัยและแถลงผลงานของตัวเอง หลังจากประชาชนได้ไว้ใจและให้โอกาสเข้ามาบริหารประเทศ
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านเป็นหน้าที่ในฐานะฝ่ายตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือไปขัดขวางได้
จะเห็นว่าการสำรวจความเชื่อมั่นสำหรับตัวนายกรัฐมนตรีดีขึ้นกว่าช่วงที่รับตำแหน่งใหม่ๆ ดังนั้นควรรีบฉวยโอกาสตอบคำถามให้เกิดความเชื่อมั่นและทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น
เมื่อเกิดปัญหาที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายต้องพยายามแก้ไขให้ได้ ที่สำคัญต้อง "ปราม" กลุ่มที่สนับสนุนไม่ให้ไปกวนน้ำให้ขุ่น
และเมื่อตัดสินใจจะเล่นการเมืองแบบ "ไม่เผาผี" ควรนำข้อมูลที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมและคดีสิ้นสุดแล้วมาเปิดเผยต่อสังคม เพราะข้อมูลของฝ่ายค้านกับรัฐบาลในขณะนี้ เลือกแต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองมานำเสนอ เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยอาศัย "สื่อ" ทั้งที่เป็นของพวกพ้องตัวเองและสื่อกระแสหลัก
ที่สำคัญการให้ข้อมูลข่าวสารของแต่ละฝ่ายกับประชาชนในขณะนี้บางครั้งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวไม่มั่นใจในวิถีชีวิตที่เป็นอยู่!
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหว "นอกสภา" ของ "กลุ่มผู้ชุมนุมองค์การพิทักษ์สยาม" ในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ต่างฝ่ายต่างจะนำกลุ่มผู้สนับสนุนของแต่ละฝ่ายมาชุมนุมแถมเกทับจำนวนผู้มาชุมนุม ทำให้หลายฝ่ายกังวลจะเกิดการเผชิญหน้าเกิดปัญหาบานปลาย
ขณะที่การข่าวของ "ฝ่ายรัฐ" ยังคงสวนทางกัน เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า "จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 5 หมื่นนายดูแลการชุมนุม เพราะได้ข่าวเบื้องต้นมาว่าจะมีมือที่สามมาก่อกวน จึงขอให้ผู้ชุมนุมระวัง เพราะเกรงว่าอาจจะมีการปาระเบิด 3-4 ลูก เข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม"
ขณะที่ "พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร" เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความข้อมูลด้านความมั่นคงของประเทศให้สัมภาษณ์ ยังไม่พบว่าจะมีมือที่สามเข้ามาก่อกวน มีแต่ข่าวจะมีผู้ชุมนุมมาในปริมาณมาก แต่คาดจะไม่เกิน 5 หมื่นคน
เมื่อการเมืองเปลี่ยนโฉมหน้าจากการนำปัญหาในสภาไปแก้ไขนอกสภา เพื่อแย่งชิงอำนาจ และพยายามรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ให้ได้
โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน!
ถึงเวลาที่เจ้าของประเทศตัวจริง ต้องออกมาเรียกร้องให้นักการเมืองเลิกเล่นเกมป้ายสีหาคะแนนสะสมแต้มทางการเมืองให้ตัวเอง
...............
(หมายเหตุ : อย่ากลัวการตรวจสอบ! : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



