คอลัมนิสต์

ลัทธิมาร์กซ:ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา

ลัทธิมาร์กซ:ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา

14 พ.ย. 2555

ลัทธิมาร์กซ:ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             ผมเห็นนักวิเคราะห์หน้าจอทีวีเกาะติดข่าวการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 18 ณ กรุงปักกิ่ง ด้วยองค์ความรู้แบบการเมืองไทย
 
              เหตุที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะเห็นนักเล่าข่าวหน้าจอมุ่งความสนใจไปที่การผลัดเปลี่ยน "ผู้นำ" จากรุ่นที่ 4 เป็นรุ่นที่ 5 มากกว่าอื่นใด ทั้งที่คนจีนรู้กันมาตั้งแต่สองปีที่แล้วว่า สี จิ้นผิง จะขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) แทน หู จิ่นเทา ในสมัชชาพรรคครั้งนี้
 
              มันเป็นวัฒนธรรมการเมืองแบบพรรคคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนผ่านจะใช้เวลาหลายปีให้การศึกษาประชาธิปไตยภายในพรรคครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่แค่หย่อนบัตรเลือกตั้งในคูหาไม่กี่วินาที
 
              การที่ผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมการประชุมในมหาศาลาประชาคมในขณะนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้บอกให้โลกรู้ว่า นี่แหละ "ระบอบสมัชชาผู้แทนประชาชน" ภายใต้หลักการประชาธิปไตยรวมศูนย์
 
              นักข่าวรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยคงไม่ทราบว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ยังเป็นพรรคการเมืองที่ชี้นำโดย "ลัทธิมาร์กซ" เมื่อปีก่อน ผมเคยแนะนำหนังสือ "เพราะเหตุใด 6 ประการ" เป็นงานทฤษฎีที่จัดทำโดยกรมทฤษฎี กระทรวงโฆษณาการ ศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อตอบคำถามและชี้แจงข้อสงสัย เกี่ยวกับระบอบสังคมนิยมของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของ พคจ.
 
              "เพราะเหตุใด เราจึงต้องถือเอาลัทธิมาร์กซเป็นเข็มทิศชี้นำ เหตุผลไม่ได้สลับซับซ้อนเลย เพราะว่า ลัทธิมาร์กซเป็นสัจธรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากการ ปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวิถีดำเนินทางประวัติศาสตร์มากว่า 100 ปี โดยเฉพาะจากการปฏิวัติ การสร้างสรรค์ และการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงของประเทศจีน"
 
              คำอธิบายจากกรมทฤษฎี ศูนย์กลางพรรค ต้องย้ำความเป็นพรรคลัทธิมาร์กซ ไม่มีเปลี่ยนแปลง
              
              นักทฤษฎีของ พคจ.ชี้ให้เห็นว่า ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ ไม่ใช่ทฤษฎีที่ปิดขังตัวเอง หากแต่เป็นระบบวิทยาศาสตร์ที่อุดมและสมบูรณ์อย่างไม่ขาดสาย ตามการพัฒนาของการปฏิบัติ
 
              มาร์กซกับเองเกลส์เคยเน้นย้ำว่า  "ทฤษฎีของพวกเขาไม่ใช่คัมภีร์ หากแต่เป็นเข็มทิศของการปฏิบัติ"
 
              สหายเลนิน "เราจะไม่ถือเอาทฤษฎีลัทธิมาร์กซ เป็นอะไรสักอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้"
 
              สหายเหมา เจ๋อตง "หนังสือของบรรพบุรุษประเภทนี้ จะต้องอ่าน แต่พึ่งพาบรรพบุรุษเพียงลำพังยังไม่พอ พรรคคอมมิวนิสต์ของแต่ละประเทศ วงการความคิดของแต่ละประเทศ ล้วนต้องสร้างทฤษฎีใหม่ เขียนบทนิพนธ์ใหม่ออกมาให้ได้"
 
              เมื่อยุคสมัยของสหายเติ้ง เสี่ยวผิง ที่เน้นย้ำ "มีแต่ลัทธิมาร์กซที่ประสานกับความเป็นจริงของประเทศจีน จึงเป็นลัทธิมาร์กซแท้จริงที่เราต้องการ"
 
              ด้วยเหตุนี้ ในการประชุมสมัชชาพรรค ครั้งที่ 12 พคจ. จึงได้กำหนดเข็มมุ่ง "เดินหนทางสร้างสังคมนิยมแบบอัตลักษณ์ของจีน" ก็คือเปิดประตูรับ "ทุนนิยม" อย่างมีการจัดการและควบคุม
 
              สหายเจียง เจ๋อหมิน รับไม้ต่อมาจากเติ้ง เสี่ยวผิง โดยเน้นว่า เนื้อแท้ที่สำคัญที่สุดของลัทธิมาร์กซ ก็คือก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา
 
              ผ่านมาถึงยุคสหายหู จิ่นเทา ที่เชื่อว่า "มีแต่ผลักดันการรังสรรค์ทฤษฎีขึ้นใหม่บนพื้นฐานของการปฏิบัติ ใช้ลัทธิมาร์กซที่พัฒนาอยู่ไปชี้นำการปฏิบัติใหม่ จึงจะสามารถรักษาพลังชีวิตอันแกร่งกล้าของลัทธิมาร์กซ"
 
              นับจากนี้ไป สหายสี จิ้นผิง ก็ยังรับช่วงต่อในแนวทางการสร้างสังคมนิยมแบบอัตลักษณ์จีน ซึ่งสหายจีนไม่ยอมรับว่า มันคือหนทางทุนนิยมอย่างแน่นอน
 
              สหายชาวจีนใช้ทฤษฎีลัทธิมาร์กซพัฒนาประเทศกันอย่างคึกคัก ผิดกับสหายชาวไทย(บางกลุ่ม) ที่กำลังย้อนเวลาหาอดีตกับขบวนการขวาคืนชีพ..ฤานี่เป็นอัตลักษณ์ของซ้ายไทย?