คอลัมนิสต์

ยุคทองของอาหารลวงโลก

ยุคทองของอาหารลวงโลก

13 พ.ย. 2555

ยุคทองของอาหารลวงโลก : บทบรรณาธิการประจำวันที่13พฤศจิกายนพ.ศ.2555

              ข้อมูลที่ ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภาคีเครือข่ายตามแผนปฏิบัติการ จัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางวิทยุกระจายเสียง สื่อโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากหลงเชื่อว่ารับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้โรคหาย แต่กลับเสียชีวิตเพราะไตวาย และน่าแปลกใจว่าเหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ถึงได้ปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น โดยที่ไม่เข้าไปควบคุม กำกับดูแล จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่ประชาชนคนไทยทั้งหลายถูกบังคับให้จำต้องไว้ใจ และเชื่อใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลทั้งคุณภาพ และการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ
 
               ข้อมูลของ ผศ.ภญ.นิยดา ระบุว่า ปัจจุบันมูลค่าการโฆษณายาและอาหารเสริมมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงปี 2549-2552 พบว่า มีมูลค่าสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งเคเบิลดาวเทียม วิทยุท้องถิ่นมากกว่า 7,700 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่นำไปเผยแพร่ทางสื่อที่ปลอดจากการตรวจสอบของ กสทช. และดาบของ อย. บางครั้งก็เอื้อมไปไม่ถึงนี้ กลายเป็นสื่อมรณะที่ใครก็ตามอยากจะทำธุรกิจลักษณะนี้ก็สามารถเลือกใช้กรอกหูล้างสมองชาวบ้านได้ทุกเมื่อ เพียงแค่มีงบประมาณมากพอที่จะขอซื้อช่วงเวลาไปโฆษณาชวนเชื่ออย่างไร้ซึ่งจริยธรรม
 
               จริงอยู่ อย.ได้ออกประกาศเตือนประชาชนคนทั่วไปอยู่เนืองๆ ว่าให้ระมัดระวังโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และที่ผ่านมาก็พบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอวดสรรพคุณรักษาสารพัดโรคจำนวนมาก เช่น การเสริมสมรรถภาพทางเพศ การลดน้ำหนัก อวดอ้างผิวขาวใส อวดอ้างสรรพคุณทางยาในการรักษาโรค บางผลิตภัณฑ์อ้างมีฤทธิ์ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ ต้านการอักเสบทั้งที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดจะไม่สามารถกล่าวอ้างรักษาโรคหรืออ้างว่ามีสรรพคุณทางยาได้ ขณะเดียวกัน ก็มีการเอาผิดลงโทษทั้งจำทั้งปรับ แต่ดูเหมือนว่า มูลค่าสินค้าลวงโลกเหล่านั้นจะมีมากกว่าค่าปรับตามกฎหมาย อย. ที่ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ในกรณีที่อวดว่าเป็นอาหาร และถ้าพิสูจน์ได้ว่าโอ้อวดเกินจริงก็จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มันเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าสินค้าและเม็ดเงินโฆษณาในสื่อเหล่านั้น
 
               สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์โอ้อวดเกินจริงอยู่ได้นอกจากความหย่อนยาน ไม่เอาจริงเอาจังแล้ว ยังแสดงให้เห็นความ "จำนน" ต่อเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่พลิกเพียงแค่ "การรักษา" มาเป็น "การบำบัด" เท่านี้ก็ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลหมดปัญญาที่จะปกป้องผู้บริโภคไปเสียแล้ว ทั้งที่การพิสูจน์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นชัดเจนว่าไม่มีส่วนประกอบใดที่จะใช้บำบัดโรคได้ ขณะที่ หน่วยงานอย่าง กสทช.ก็ยังวุ่นวายอยู่แต่กับ 3จี และโทรทัศน์ดิจิตอล ยุคนี้จึงเป็นยุคทองของการมอมเมาชาวบ้านของผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงผ่านทีวีดาวเทียมและวิทยุชุมชน อย่างแท้จริง