คอลัมนิสต์

ภาพหลอน

ภาพหลอน

11 พ.ย. 2555

ภาพหลอน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 11 พ.ย.2555

              การเมืองในช่วงก่อนปิดสมัยประชุมสภาปลายเดือนนี้ดูร้อนแรงและน่าจับตา เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (155 คน) และพรรครักประเทศไทย (2 คน) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 3 คน ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย หลังจากได้ยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. เพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 2 คน ยกเว้นรองนายกฯ เฉลิม ด้วยข้อกล่าวหาบริหารงานบกพร่องผิดพลาด ล้มเหลว สร้างภาพ ทุจริตคอร์รัปชั่น โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรม

              ส่วนสถานการณ์การเมืองนอกสภาก็ดูร้อนแรงไม่แพ้กันกับการเคลื่อนไหวขององค์การพิทักษ์สยาม ที่มีพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นประธาน และเครือข่ายประกาศระดมพลครั้งที่ 2 ชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่บริหารงานผิดพลาดในหลายเรื่องในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 1 ล้านคน ปลุกกระแสทหารเก่าร่วมสถาบันแต่ไม่ได้ร่วมอุดมการณ์อย่าง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ออกมาแสดงพลังตท.5 และดึงตท.10 รุ่นเดียวกับพ .ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีศักดิ์เป็นน้องปักหลักต้าน โดยเห็นว่ารุ่นพี่ (ตท.1) ทำไม่ถูกต้องที่อยู่ดีๆ จะมาขับไล่รัฐบาล โดยเห็นว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของการเมืองในสภา

              ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นถือเป็นการเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 บัญญัติไว้ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องอยู่ภายใต้กติกาบ้านเมือง" แต่กลับถูกสุมไฟโหมกระพือไปถึงการสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง นำไปสู่จุดของความขัดแย้งก่อนที่จะบานปลายกลายเป็นการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น มีการโยงว่ากลุ่มที่หนุนหลังองค์การพิทักษ์สยามก็คือกองทัพ ทั้งที่แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย อีกทั้งรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ก็ได้มีการจัดระเบียบกองทัพเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ออกมาประกาศชัดเจนว่ากองทัพอยู่ข้างรัฐบาล

              รัฐบาลและแกนนำคนเสื้อแดงที่มากประสบการณ์น่าจะเข้าใจดีกับการเคลื่อนไหวนอกสภา แต่ที่ดูกังวลกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเรื่องการท้าทายอำนาจรัฐ นอกเหนือจากเหตุผลในประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่น การพยายามช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ ท้าทายกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกนำมาอ้างในการขับไล่รัฐบาลและอาจจะเพิ่มจำนวนเครือข่ายสร้างพลังต่อรองให้รัฐบาลหนักใจมากขึ้นได้ จึงทำให้เกิดภาพหลอนรัฐบาล เพราะเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

              หากรัฐบาลมีความมั่นใจในการดำเนินงาน 1 ปีที่ผ่านมาว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านหรือกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวข้างถนน นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำและถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะต้องลุกขึ้นชี้แจงข้อข้องใจของทุกฝ่ายให้กระจ่าง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนทั้งประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เสียงโหวตไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจในสภา เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น แต่ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง