
ฉาก?
ฉาก?: กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]
ความสวยงามตามธรรมชาติอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่หลายๆ คนปรารถนาและชื่นชอบ แต่มีอีกไม่น้อยที่มักจะเสริมเติมแต่งธรรมชาติตามความคิดอ่านและจินตนาการของตนเอง เป็นทัศนะและมุมมองที่สามารถเลือกได้ หากสิ่งที่สรรค์สร้างเหล่านั้นเกิดความพออกพอใจแก่คนมากฝ่าย แต่งานการเมืองและกิจกรรมการบริหารจัดการบ้านเมืองในยุคประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน ที่ถูกกระทำให้เข้าฝักเลือกฝ่าย มักจะตั้งมั่นยึดมั่นในฟากฝั่งของตนข้างเดียวเป็นหลัก เมื่อซีกด้านหนึ่งที่ไม่ใช่พรรคพวกตนแล้วมักจะถูกตีความและสร้างผลสรุปเป็นอื่นไปหมด โดยไม่ค่อยจะศึกษารายละเอียดมากนัก และดูเหมือนอีกฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่า “ช่างไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย!”
ความชอบธรรมในหลายๆ ครั้งมักจะมีข้ออ้างจากผู้ที่เป็นเจ้าภาพต่างๆ นานาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่มีการจัดตั้งหรือเป็นการจัดฉากแต่ประการใด เป็นความสมัครใจของ “เขา” ที่ต้องการและปรารถนาหาทางออกกันเอง กรณีการเปิดเวทีหรือเปิดพื้นที่(ที่เข้าใจว่าปลอดภัย ?)เพื่อแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อได้มากพอสมควร โดยเฉพาะในภาคประชาสังคมและชุมชนวิชาการในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศและต่างประเทศ
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งที่เปิดเผยในที่สาธารณะและในที่ที่ยังต้องปกปิดเป็นความลับอยู่ แต่เมื่อได้เนื้อหาจากการแลกเปลี่ยนแล้วจะนำผลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เข้าสู่ช่องทางในระบบและกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อการใช้ประโยชน์ ในหลายครั้งที่ข้อมูลเหล่านั้นต้องการเพียงเห็นและจับทิศทางการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น(และพยายามหาทางกำจัด?) แต่มีข้อเสนอและข้อมูลมากมายที่ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการวางนโยบายและเป็นแผนงานทางเลือกในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามันเรื้อรังมานานและทำลายทรัพยากรบุคคลและงบประมาณแผ่นดินนับแสนล้าน
เมื่อเห็นความพยายามของกลไกความมั่นคงบางฝ่ายที่จะสื่อให้เห็นว่า แนวทางการเปิดพื้นที่ให้คนที่คิดเห็นต่างกันกับรัฐมาใช้พื้นที่เพื่อสร้างสันติภาพนั้น “คือสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธี” ส่วนในเรื่องเจตนาของเจ้าภาพจะมีอย่างไร จะให้มีสันติภาพจริงๆ หรือเพื่อสร้างภาพอย่างที่บางฝ่ายกล่าวหาก็สุดแท้แต่ที่จะคิด ? ไม่มีใครรู้จริงว่า “เขา” มีเจตนาอะไร นอกจากตัวเขาเองจะรู้ดีที่สุด หากถามว่า นี่คือการโยนหินถามทางว่า แนวทางนี้จะได้รับการตอบรับจากสังคมเช่นใด ซึ่งน่าจะมีข้อมูลความจริงบางอย่างในตัวของมันเอง เชื่อว่าการสนองตอบจากประชาชนอยู่ก้ำกึ่ง เชื่อได้หรือไม่มากน้อยเพียงใด เพราะที่ผ่านมาในอดีต “การสร้างภาพ” ในรูปแบบและวิธีการแบบนี้มีบ่อยครั้งแล้ว จนทำให้มีข้อสงสัยและเคลือบแคลงใจในความเชื่อมั่นอยู่ทุกบ่อย
จึงอยากจะชื่นชมแนวทางในความพยายามเพื่อเปิดเวทีแห่งสันติภาพ แต่ฝ่ายความมั่นคงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่(รวมทั้งเหล่าบรรดาลูกหลานปาตานีโพ้นทะเล)ว่า การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงอย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ มิได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความโดดเด่นกว่าฝ่ายตรงกันข้ามที่อ่อนล้าหรือแพ้งานเชิงการเมืองมากกว่า ? กิจกรรมของการนำผู้คน 90 กว่าคนมาในรูปแบบที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามอธิบายให้ความหมายว่า เป็นการแสดงตัวหรือการรายงานตัวหรือให้เข้าใจว่า เป็นการมอบตัวของฝ่ายต่อต้านอำนาจรัฐที่ใช้ความรุนแรง คืองานชิ้นโบแดงที่ฝ่ายความมั่นคงจะส่งสัญญาณให้โอไอซี (องค์กรความร่วมมือของประเทศอิสลาม) ทราบและเชื่อมั่นว่าฝ่ายความมั่นคงของประเทศไทยทำงานด้านสันติวิธีอย่างได้ผลจริงๆ (นะจะบอกให้?)
ที่สุดแล้วหากกิจกรรมนี้คือ “ความหมายของการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างบริสุทธิ์ใจจริง” เชื่อว่านี้คือสัญญาณที่ดีและน่าจะมีความเข้มข้นในรายละเอียดให้มากขึ้น เพื่อเปิดทางให้ความสงบได้มาคลี่คลายความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ผลในเร็ววัน



