
วิกฤติรัฐบาลเดือนพฤศจิกาสีเลือด
วิกฤติรัฐบาลเดือนพฤศจิกาสีเลือด : กระดานความคิดโดยพล.ท.นันทเดชเมฆสวัสดิ์
การจัดชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสถานภาพของรัฐบาลอย่างรุนแรงโดยไม่ได้ตั้งใจหรือคาดคะเนไว้ล่วงหน้าถึง 4 ประการ คือ
1.กรณี รมต.และหน่วยงานด้านความมั่นคงคาดคะเนจำนวนผู้ที่มาชุมนุมผิดพลาดไปเกือบ 20 เท่าตัวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่จะไปโทษใครได้เพราะ คนทำงานเก่งๆรัฐบาลก็ย้ายเขาออกไปหมด เอาพวกพ้องเข้ามาแทนที่ พวกพ้องที่ทำงานไม่เป็น พวกพ้องที่ต้องการเอาใจนายจนลูกน้องไม่กล้ารายงานข้อเท็จจริงขึ้นมา
2.กรณีที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 50% มาจากชุมชนสังคมออนไลน์สังคมที่ใครๆ ก็ดูถูกว่าดีแต่กดไลค์กันไปมา พอโดนแดดก็ไม่กล้าโผล่หัวออกมา เมื่อคนกลุ่มนี้ออกมา หลายคนในรัฐบาลก็นึกไปถึงการชุมนุมในกลุ่มประเทศอาหรับและในประเทศตะวันตกซึ่งเป็นโรคระบาดที่เรียกว่าARAB SPRING ซึ่งการชุมนุมมวลชนขนาดใหญ่ขนาดนั้นผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการจัดตั้งแต่เป็นการนัดหมายทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เท่านั้น คนกลุ่มนี้ในประเทศไทยยังมีมากกว่า10 ล้านคนที่ยังไม่ออกมา คิดแค่นี้รัฐบาลก็ ขนหัวลุก แล้วครับ
3.ก่อนการจัดชุมนุมครั้งที่ 2 ของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม นั้น ซึ่งมีแนวโน้มจะรอผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งจากกลุ่ม ส.ส. และกลุ่ม ส.ว. ก่อน โดยมี ส.ส.อภิปรายเป็นคาบแรก มีการลงคะแนนไม่ไว้วางใจด้วย เมื่อนายกฯ เรียกร้องให้ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีในการต่อสู้ ดังนั้นตัวนายกฯก็จะต้องอยู่ตอบคำถามต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลงคะแนนแล้วรัฐบาลต้องชนะ แต่บาดแผล จากการอภิปรายจะมีมากมาย พอที่จะทำให้ประชาชนรับทราบกันอย่างทั่วถึงแค่นั้นไม่พอ เมื่อ ส.ส.อภิปรายเสร็จ กลุ่ม ส.ว.ก็จะมาอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ แม้จะไม่มีการลงคะแนนแต่ก็จะมาตอกย้ำแผลที่ส.ส.อภิปรายเปิดไว้ก่อนให้ขยายกว้างมากขึ้น (ขณะที่เขียนบทความนี้ยังไม่แน่นอนว่า ส.ส. หรือ ส.ว.จะเป็นผู้อภิปรายก่อน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลใกล้เคียงกัน) บาดแผลจากการอภิปรายเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเครื่องมือเรียกคนออกมาร่วมกับองค์การพิทักษ์สยาม มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน อาจจะเป็นแสนคนเพราะแค่ผู้มาชุมนุมพาเพื่อนมาเพิ่มแค่ 1 ต่อ 10 คนเท่านั้น ไม่ต้อง1 ต่อ 100 ตามที่ เสธ.อ้าย ขอไว้หรอกครับ เอาแค่นี้คนก็จะมากันครบแสนแล้ว
4.แกนนำองค์การพิทักษ์สยาม (เสธ.อ้าย) เป็นคนที่ไม่มีบาดแผลอะไรมากนักในอดีตที่ผ่านมา นอกจากการเป็นทหารนักเลงและการเป็นคนมีเพื่อนทุกวงการทั้งดีและไม่ดี ซึ่งก็เป็นเรื่องตามปกติของ ลูกผู้ชาย ดังนั้นการที่จะเอาประวัติเดิมๆมาแฉแบบที่เคยทำต่อบุคคลอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจึงเป็นเรื่องลำบาก จะเอานักเลงมาข่มขู่ก็มีปัญหาแน่ ชื่อ เสธ.อ้าย นั้นขายได้เสมอในวงนักเลงว่า ไม่เคยทิ้งเพื่อน และไม่เคยถีบหัวเรือใครออกไปเมื่อถึงฝั่งแล้ว เหตุผลเหล่านี้น่าจะทำให้รัฐบาลและผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลคงจะรู้สึกตัวบ้างว่า ถ้ารัฐบาลบริหารงานดีซื่อสัตย์ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เคารพสถาบันอย่างแท้จริงแล้ว ต่อให้สิบเสธ.อ้ายก็คงปลุกประชาชนออกมาไม่ได้ ดังนั้นการที่ประชาชนออกมามากมายขนาดนี้แสดงว่าประชาชนย่อมเห็นว่ารัฐบาลทำผิดจริงๆ ตามข้อกล่าวหาขององค์การพิทักษ์สยาม ถ้ารัฐบาลไม่พูดไม่ตอบอะไรกับปัญหาทั้ง 3 ข้อที่องค์การพิทักษ์สยามถามมา ก็ให้กลับไปทบทวนเรื่องเก่าดูสมัยที่พันธมิตรกล่าวหารัฐบาลคุณทักษิณและขอคำตอบ 10 ข้อ แต่รัฐบาลคุณทักษิณไม่ยอมตอบ เรื่องจึงเกิดบานปลายขึ้นในที่สุด ครั้งนี้ก็คล้ายคลึงกัน ถ้ารัฐบาลออกมารับว่าอะไรผิดก็ผิด เพราะไม่มีใครที่ทำงานถูกต้องทั้งหมด ยกเลิกนโยบายจำนำข้าวที่ทำให้หลายร้อยคนร่ำรวยไปมากมายแล้ว ใครจะว่าอะไรได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำหรือตอบอะไรเลย แน่นอนครับ Red November น่าจะเกิดขึ้นแน่นอน อย่าให้เลือดประชาชนไหลนองในเดือนพฤศจิกายนเลยครับ ผลสุดท้ายเป็นอย่างไรคงทราบกันอยู่แล้ว



