คอลัมนิสต์

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

05 พ.ย. 2555

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2555

              สภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องในสังคม ยังคงเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรงที่ยากจะเยียวยารักษาให้ทุเลาเบาลงหรือหายขาดไปได้ การให้ยาตามอาการเป็นครั้งคราวไปดูเหมือนจะยึดถือปฏิบัติกันจนเป็นความเคยชินจวนเจียนจะกลายเป็นวัฒนธรรรมประจำชาติอยู่รอมร่อ อาการที่กำเริบหนักขึ้นแสดงออกเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อเด็กชายคนหนึ่งคว้ามีดไล่ฟันมารดาของตนเองเสียชีวิต เหตุมีความเก็บกดอยู่เบื้องลึกที่ถูกดุด่าว่ากล่าวอยู่เสมอๆ คำสั่งห้ามปรามไม่ให้เล่นอินเทอร์เน็ตถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ได้เกิดเหตุการณ์ชวนสลดหดหู่ใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อเด็กหญิงอายุ 8 ขวบคนหนึ่งใช้เชือกแขวนคอตัวเองจนหมดสติและอาการโคม่าตรวจสอบได้ความว่า เลียนแบบจากละครและรายการทางโทรทัศน์

              เหตุการณ์สะเทือนใจอันเป็นสิ่งสะท้อนความป่วยไข้ในสังคมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผิดแผกแตกต่างกันเพียงในรายละเอียด แต่เนื้อแท้ก็ล้วนแต่เป็นผลมาจากสภาพสังคมที่เสมือนไร้ภูมิคุ้มกันสำหรับเด็กๆ และเยาวชน ผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อจากสิ่งกระตุ้นเร้ารอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต หรือภาพและเสียงอื่นใดที่ถาโถมเข้าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากที่เคยคิดว่าเป็นเพียงสัมผัสผ่านผิวเผินกลายเป็นความชาชินจนแยกไม่ออกระหว่างชีวิตจริงกับโลกเสมือน

              ต้องยอมรับว่า สังคมไทยที่กำลังก้าวข้ามจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมทุนนิยมเต็มตัวอย่างปัจจุบันนี้ วิถีชีวิตของสมาชิกในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพื่อให้สอดรับการผลิต และการบริโภคอันเป็นผลมาจากภาคอุตสาหกรรมและการค้า การแข่งขันกันในอาชีพเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงรุ่งเรืองในชีวิตและทรัพย์สิน ยังผลให้ผู้คน "หลงลืมอะไรบางอย่าง" ไปเสียส่วนมาก แม้กระทั่งชีวิตน้อยๆ ใกล้ตัวที่เป็นสายเลือดของตัวเองแท้ๆ สภาพเช่นนี้ยิ่งเปิดโอกาสให้ "พิษภัย" ที่แฝงมาในรูปของเกม การแสดงต่างๆ ทางโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตเข้าถึงตัวเด็กผู้ซึ่งยังไม่มีภูมิป้องกันตนเองได้โดยง่าย

              ทุกๆ ครั้งที่เกิดเหตุสลดใจขึ้นมา ก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางไปต่างๆ นานา โดยพุ่งเป้าไปที่ต้นทางของปัญหา ซึ่งก็เหมือนว่า เราทุกคนต่างก็รู้กันดีว่า ต้นสายปลายเหตุอยู่ตรงไหน จะแก้ไขกันอย่างไร แต่น่าเศร้าใจเหลือเกิน ที่พอข่าวเงียบคลายไปจากความสนใจของสังคม ทุกอย่างก็เหมือนคลื่นซัดฝั่ง ไฟไหม้ฟาง นั่นก็เพราะว่า เรายังพึงพอใจที่จะให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนำหน้าคุณค่าของชีวิต กระทั่งละเลยหรือลูบหน้าปะจมูก ยินยอมพร้อมใจกันลืมเรื่องร้ายนั้นเสีย

              เราจะร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แข็งแกร่งเป็นเกราะกำบังป้องกันภัยให้แก่เยาวชนของเราได้อย่างไร น่าจะเป็นปัญหาใหญ่สุดที่ทุกฝ่ายในสังคมจะต้องร่วมกันตอบโจทย์ข้อนี้ เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเป็นรูปธรรมยั่งยืน เริ่มตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดคือสถาบันครอบครัว ขึ้นไปในระดับชุมชน วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย กระบวนการผลิตสื่อเพื่อเด็กที่สมควรจะเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเสียที จนถึงระดับรัฐบาลหรือระดับชาติผู้มีหน้าที่สร้างนโยบายและควบคุมตรวจสอบ