คอลัมนิสต์

จุดติดหรือไม่อยู่ที่รัฐบาล

จุดติดหรือไม่อยู่ที่รัฐบาล

01 พ.ย. 2555

จุดติดหรือไม่อยู่ที่รัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่1พฤศจิกายน พ.ศ.2555

                พรรคเพื่อไทยได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ตลอดจนการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ และวิเคราะห์จนถึงฟันธงบริบทโดยรวมว่ามีเจตนาจ้องล้มรัฐบาล เป็นการออกมาบอกกล่าวต่อสังคมก่อนที่จะมีการชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง โดยเฉพาะบันได 5 ขั้นล้มรัฐบาล เริ่มตั้งแต่การออกมาเปิดเผยปมไซฟ่อนเงิน 1.6 หมื่นล้านที่โอนจากเยาวราชไปฮ่องกง ซึ่งกล่าวกันว่ามีนักการเมืองเข้าไปพัวพัน จนที่สุดมีการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปสืบสวนข้อเท็จจริง บันไดขั้นที่สองว่าด้วยเรื่องความไม่โปร่งใสการใช้จ่ายงบประมาณน้ำท่วม ที่วันนี้ก็ยังอึมครึมไม่มีความกระจ่าง ถัดมาก็เป็นเรื่องชายชุดดำ และการทุจริตนำเข้ารถหรู รวมทั้งปมร้อนการรับจำนำข้าวที่อาจสร้างผลเสียต่อประเทศนับแสนล้าน ที่อาจมีการเปิดช่องหากินของนักการเมืองและกลุ่มโรงสี
 
                การนัดชุมนุมสนามม้านางเลิ้งก็ถูกจัดเข้าเป็นบันไดล้มล้างขั้นหนึ่งด้วย โดยฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่เมื่อเห็นจำนวนมวลชนที่เข้าร่วมวันนั้นมีจำนวนมากผิดคาด ปลุกให้ฝ่ายรัฐบาลตื่นขึ้นจากอาการปรามาสที่ไม่ได้ให้ค่าแต่แรก มองว่าไม่สามารถจุดชนวนได้ติด ในทางกลับกันทำท่าจะลุกลามส่อว่าอาจเป็นวิกฤติการเมืองรอบใหม่หรือไม่ เมื่อบรรดาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ ประกาศจะนำมวลชนเสื้อแดงปกป้องรัฐบาลและพร้อมจะออกมาชนกับม็อบสนามม้า โดยเชื่อมั่นว่าแกนหรือกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมสนามม้าเป็นฝ่ายปฏิปักษ์เก่าตั้งแต่สมัยโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ แถมโยงด้วยว่า "กลุ่มอำมาตย์" และกลุ่มเสื้อเหลือง มีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังผลักดันและสนับสนุนการชุมนุมไล่รัฐบาลครั้งนี้
 
                ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านได้กำหนดการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว จะเป็นในช่วงวันที่ 26 และ 27 พฤศจิกายน และลงมติในวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยเป็นที่คาดการณ์กันว่าจะเน้นในเรื่องเศรษฐกิจและการบริหารที่ขาดความโปร่งใส นอกจากนี้วุฒิสภาก็ได้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 นับเป็นหน้าที่ของฝ่ายสภาที่ต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่เห็นว่ามีความผิดพลาดหรือส่อไปในทางที่ไม่ชอบมาพากล จึงนับเป็นช่วงจังหวะทางการเมืองที่รัฐบาลต้องรับบทหนัก แต่การทำหน้าที่ในระบบรัฐสภาก็เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวเพราะมีเสียงในสภาท่วมท้น อยู่ที่ว่าต้องชี้แจงให้สังคมหมดความกังขาต่อข้อกล่าวหาให้ได้
 
                สถานการณ์ของรัฐบาลที่เกิดขึ้นทั้งในสภาและนอกสภา เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักและต้องจัดการอย่างเหมาะสม ใช้มาตรการที่เป็นกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เรื่องใดที่ผิดพลาดต้องแก้ไข และยอมรับฟังเสียงที่แตกต่าง ลงโทษอย่างเด็ดขาดกับการทุจริต แต่หากรัฐบาลไม่ใส่ใจ และยึดแต่ว่ามาจากการเลือกตั้งใครก็มาล้มไม่ได้ นั่นเท่ากับเดินสู่หนทางอันตรายแล้ว ดังนั้นคำถามที่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มชุมนุมไล่รัฐบาลจะจุดติดหรือไม่ ย่อมอยู่ที่รัฐบาลเองจะพาตัวเข้าไปสู่ตรงนั้นจากผลพวงการกระทำของตัวเอง