คอลัมนิสต์

ต้องเลือกข้างประชาชน

ต้องเลือกข้างประชาชน

30 ต.ค. 2555

ต้องเลือกข้างประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่30ตุลาคมพ.ศ.2555

               ถึงแม้ว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.จะประกาศให้สังคมรับรู้ว่า "เลือกข้าง" ไปแล้ว แต่ในแง่ของการทำงานนั้น ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่สามารถเลือกข้าง หรือละเว้น หรือปฏิบัติหน้าที่ตามสีของการเมืองได้ ในยามที่การเมืองกำลังเพิ่มความร้อนแรง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไปเพิ่มความร้อนแรงให้กลายเป็นความรุนแรง ไม่ใช่วิสัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายการเมืองเองก็ไม่ควรไปสร้างความลำบากใจให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่เพียงต้องปกป้องความสุขของทุกฝ่ายทุกสี หากแต่ยังต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความสงบสุขของชาติบ้านเมืองด้วย

               ถ้อยแถลงของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถอดเทปคำปราศรัยขององค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งจัดขึ้นที่สนามม้านางเลิ้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคมอ้างว่าเนื้อหาที่ปราศรัยบนเวทีบางส่วนที่เข้าข่ายจาบจ้วงสถาบันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจน และหากเรื่องนี้เข้าข่ายก็ต้องให้การวินิจฉัยคดีว่าจะเอาผิดดำเนินคดีหรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักตามเกณฑ์คือ ให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน เพราะคราวที่แล้วหลายคนก็บอกว่า การเมืองนำมาตรา 112 มาใช้เพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้ามแต่เมื่อถึงยุครัฐบาลนี้ก็อย่าได้ให้คนมาตราหน้าว่าพยายามที่จะทำเช่นนั้น

               การปฏิบัติหน้าที่อันมีมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องยึดเป็นหลักการเอาไว้ เพราะการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้น จะต้องมีขึ้นอีกแน่ๆ ขณะเดียวกันกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลก็บอกว่า ถ้าหากกลุ่มที่ขับไล่รัฐบาลจะชุมนุมอีกครั้ง พวกเขาก็จะออกมาชนกับกลุ่มที่ไล่รัฐบาล โดยเฉพาะ นายขวัญชัยไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ถึงกลับกล้าให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมจะนำกลุ่มคนอีสานไปชุมนุมในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกันและพร้อมที่จะตอบโต้แบบว่า แรงมาก็แรงไป หากปัญหาตรงนี้เกิดขึ้นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่า เลือกปฏิบัติ ได้ซักซ้อมวางแผนแล้วหรือไม่ที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ เพราะสิทธิในการชุมนุมนั้นมีเท่ากันทุกคน

               ถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเลือกสีเลือกข้างทางการเมืองอยู่ในใจแล้วแต่ต้องเข้าใจว่า การเมืองบ้านเรายังพัฒนาไปไม่ไกลเท่าต่างประเทศที่เขาเลือกจุดยืนทางการเมืองได้ และยินยอมให้ปรับเปลี่ยนเมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว เพราะฉะนั้นจุดยืนสำคัญก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมองประชาชนที่มาชุมนุมเหมือนกับเป็นคนตาบอดสี ทุกคนสีเดียวกันหมด หาไม่แล้ว หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในบางขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ความเสียหายย่อมต้องเกิดขึ้นต่อบ้านเมืองแน่ หรือหากระดับนายตำรวจไปฟังคำสั่งจากการเมืองที่มุ่งเอาประโยชน์เข้าหาตน และทำลายฝ่ายตรงกันข้ามให้รุนแรงที่สุด ตำรวจก็จะกลายเป็นเครื่องมือจัดการประชาชน ไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่กลายเป็นแค่การ์ดส่วนตัวของนักการเมือง