
ทัพเรือพร้อมคัดฝีพายลงเรือพระราชพิธี
กองทัพเรือพร้อมเต็มพิกัด!คัดฝีพายลงเรือพระราชพิธี : ตะลุยกองทัพโดยทีมข่าวความมั่นคง
พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ในวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการเตรียมการจัดขบวนเรือพระราชพิธี
พล.ร.อ.สุรศักดิ์หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ พล.ร.ท.พจนาเผือกผ่อง รองเสนาธิการทหารเรือเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดงานขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งกว่าจะเกิดเป็นริ้วขบวนเรืออันยิ่งใหญ่อลังการขึ้นมาได้ กำลังพลของกองทัพเรือต้องฝึกฝนกันอย่างหนักและยาวนานหลายเดือน ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นมา
ขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคมีเรือในขบวน 52 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ 1.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 2.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช 3.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และ 4.เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือรูปสัตว์จำนวน 8 ลำ เรือพระราชพิธีอื่นๆ 40 ลำ ใช้กำลังพล 2,311 นาย ซึ่งนับว่าเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งที่ 16 ในรัชกาลปัจจุบัน
พล.ร.ต.เจริญศักดิ์มารัตนะ ประธานอนุกรรมการฝ่ายฝึกซ้อมกำลังพลฝีพายเผยว่า ขั้นตอนแรกของการเตรียมการ คือ การคัดเลือกกำลังฝีพาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องคัดเลือกคนเก่งมาก่อน เพราะสามารถฝึกได้ โดยจะคัดเลือกจากผู้ที่มีพละกำลัง ความมุ่งมั่น และมีความจงรักภักดี
"การฝึกพาย นอกจากจะฝึกเพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง ทั้งการโน้มตัว การจ้วงพายแล้ว ฝีพายต้องมีทักษะในการฟัง เมื่อถึงตอนขานเสียงเห่ ปากก็ต้องขานรับเสียงเห่อย่างเต็มเสียงอันเป็นการแสดงถึงพลัง และมนต์เสน่ห์ของฝีพายประจำเรือพระราชพิธี ซึ่งเฉพาะขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาแรมเดือนในการฝึกซ้อม"
เมื่อได้กำลังพลประจำเรือครบตามจำนวนแล้วขั้นตอนต่อไป คือ การฝึกครูฝึกฝีพาย โดยพิจารณาจากนายเรือ และนายท้ายเรือแต่ละลำ ทั้ง 52 ลำ โดยใช้เวลาฝึก 15 วัน วันละ 6 ชั่วโมง
ในช่วงแรกเป็นการฝึกภาคทฤษฎีเพื่อให้ครูฝึกรู้จักขนบธรรมเนียม โบราณราชประเพณีและวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติมา จากนั้นจะเป็นการฝึกบนบก และการฝึกในเรือในน้ำ รวมทั้งการฝึกเห่เรือ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ควบคู่กับการพาย และการรับเสียงเห่
จากนั้น"ครูฝึกฝีพาย" จะฝึกสอนกำลังพลประจำเรือของตนตามพื้นที่ของหน่วยรับผิดชอบเรือทั้ง 29 หน่วยงาน โดยเริ่มตั้งแต่การฝึกฝีพายบนเขียงฝึก รวม 40 วัน การฝึกพายในท่วงท่าและรูปแบบของเรือแต่ละลำ รวมถึงการขานรับเสียงเห่ "ชะ ฮ่า ไฮ่" ให้สอดรับประสานกันกับบทเห่ที่กำหนด
โดยฝีพายเรือพระที่นั่งจะมีท่าพายเฉพาะคือ "ท่านกบิน" ซึ่งมี 4 จังหวะ คือ พายลงไปในน้ำ 1 ดึงพายมา 2 และ 3 แล้วก็ยกพายขึ้นเป็น 4 ส่วนเรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง และเรือประกอบอื่นๆ จะเป็น "ท่าพลราบ" หรือท่าพายธรรมดา
ส่วนรูปแบบการพายในเรือพระที่นั่งจะแบ่งเป็นภาคหัวเรือกับท้ายเรือโดยภาคหัวเรือจะพายนกบินตลอด ภาคท้ายเรืออาจจะพายท่าธรรมดาเป็นการแต่งเรือได้ เช่น มีการคัดบ้าง วาดบ้าง หรือถ้าเรือแล่นช้าไปไม่ได้ตำแหน่งที่กำหนดก็ต้องเปลี่ยนเป็นท่าธรรมดาบ้าง เนื่องจากท่าพายนกบินจะลงพายไม่เต็มที่ อาจทำให้เรือช้า ซึ่งจะต้องสั่งพายแบบธรรมดาเสริมขึ้นไปเพื่อให้ทันขบวน
น.อ.ไพฑูรย์ปัญญสิน อนุกรรมการฝ่ายเลขานุการอธิบายเสริมว่า การฝึกบนบก หรือที่เรียกว่า เขียงฝึก คือการจำลองกระทงเรือมาไว้บนบกลักษณะเป็นโครงไม้ต่อยาวแบบกระทงนั่งในเรือ โดยจะให้ฝีพายจับพาย พายลมอยู่บนกระทงฝึก พร้อมฝึกฟังเสียงเห่ โน้มตัว จ้วงพาย รับเสียงเห่ ทำอย่างนี้อยู่หลายเดือนจนชำนาญ และพร้อมเพรียง
จากนั้นจึงจะลงฝึกพายในน้ำโดยลากจูงเรือจากส่วนกลางไปมอบให้แก่พื้นที่ต่างๆ ใช้ฝึก ซึ่งการพายในน้ำแตกต่างจากการพายบนบกมาก เพราะการพายในน้ำมีแรงต้าน ต้องใช้แรง ต้องเผชิญกับแสงแดดที่แผดเผา บางครั้งฝนตกก็ต้องฝึกท่ามกลางสายฝน
ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดบนเรือคือ "นายเรือ" เพราะจะต้องควบคุมดูแลฝีพายให้พายพร้อมกัน และควบคุมเรือให้อยู่ในตำแหน่งและทิศทางที่กำหนด ต้องควบคุมเวลาให้เรือเข้าตำแหน่งทันตามที่กำหนด และดูแลความปลอดภัยของตัวเรืออันเป็น "สมบัติของชาติ" ที่ประเมินค่ามิได้ ส่วนตำแหน่งนายท้ายก็ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ควบคุมบังคับทิศทางของเรือ
อีกตำแหน่งที่ถือเป็นเอกเอกลักษณ์สำคัญของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคคือ "พนักงานเห่" โดยพนักงานเห่ครั้งนี้ คือ น.ท.ณัฐวัฏอร่ามเกลื้อ หัวหน้าแผนกเรือราชพิธีกองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ
สำหรับบทเห่เรือที่ใช้ในพระราชพิธีมี3 บท ได้แก่ บทสรรเสริญพระบารมี บทชมเมือง และบทชมเรือขบวน ประพันธ์โดย น.อ.ทองย้อยแสงสินชัย ข้าราชการบำนาญ สังกัดกองทัพเรือ
.....................
(หมายเหตุ : กองทัพเรือพร้อมเต็มพิกัด!คัดฝีพายลงเรือพระราชพิธี : ตะลุยกองทัพโดยทีมข่าวความมั่นคง)



