
บทท้าทายซิ่งสั่งลา
บทท้าทายซิ่งสั่งลา : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“ซิ่งสั่งลา” ไม่ใช่เครื่องมือที่ทรงอานุภาพในทัศนะของนักวิชาการที่ทำงานวิจัยอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับพฤติกรรมการซิ่งรถจักรยานยนต์ของเด็กและเยาวชนจนนำไปสู่การกระทำรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ อย่างดิฉัน เนื่องจากผลงานวิจัยที่พบความซับซ้อนแห่งที่มาของการกระทำผิดของเหล่านักซิ่งนั้นทำให้ได้ข้อสรุปว่า การปราบปรามไม่ใช่ทางออกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ถึงแม้จะพบว่า ตำรวจเป็นองค์กรสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่เป็นกลไกหลักร่วมกับภาคีเครือข่ายในการทำให้เด็กแว้นและการกระทำผิดกฎหมายของเยาวชนลดน้อยลงก็ตาม
ตำรวจเป็นกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพ มีความฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณ มีความเข้าใจพฤติกรรมแห่งการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตำรวจชั้นประทวนหรือสัญญาบัตร แต่ศักยภาพต่างๆ ที่ตำรวจมีนั้นมิได้มีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กแว้นเท่ากับการที่ตำรวจมีอำนาจ
อำนาจ คือสิ่งที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ต้องการ
เด็กแว้น คือกลุ่มเด็กและเยาวชนผู้ที่มีความปรารถนาที่จะแสดงออกถึงพลังอำนาจและตัวตนของตนเอง เพื่อประกาศให้คนในวงการและคนรอบข้างในสังคมได้รับรู้ว่า “เขามีอำนาจ” “เขามีตัวตน” มิใช่ คนนอกสายตาของคนในครอบครัว คนนอกสายตาของคนในชุมชน และแม้กระทั่ง คนนอกสายตาของครูอีกต่อไป แรงจูงใจเช่นนี้ทำให้เด็กและเยาวชนใช้รถจักรยานยนต์ที่ตกแต่งให้มีความแรง รวมไปถึงการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือประกาศความมีอำนาจของตนเองบนถนนสาธารณะ
เด็กรุ่นเล็ก เลียนแบบรุ่นกลางและใฝ่ฝันก้าวสู่รุ่นใหญ่ นำไปสู่การพัฒนาฝีมือผ่านการใช้ความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากความใฝ่ฝันที่อยากจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับนักการเมืองในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใกล้ชิดในรูปแบบของคนติดตาม คนรับใช้ดูแล คนขับรถ หรือแม้กระทั่งการช่วยหาเสียง รวมถึงความ ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักการเมืองในอนาคต ?
ธรรมชาติของความต้องการเชื่อมโยงอำนาจนั้นเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่า หากตำรวจเดินเข้าหากลุ่มเด็กและเยาวชนเหล่านี้เพื่อดึงเข้ามาเป็นพวก(ไม่ใช่เป็นสายไว้ล่อจับผู้กระทำผิด)นั้นจะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าบุคลากรของรัฐในส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาดไทย พัฒนาสังคม หรือแม้กระทั่งครู แต่การทำงานเชิงรุกที่เน้นการป้องกัน แก้ปัญหา และการปราบปรามไปพร้อมๆ กัน เพื่อกำจัดต้นตอที่มาของการก่อร่างปัญหาเด็กแว้นนั้นนับว่าเป็นการเพิ่มภาระงานอย่างมากให้แก่ตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจผู้ปฏิบัติที่สัมผัสใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด
อีกทั้งตำรวจมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและงบประมาณอย่างมาก หาก “นาย” เข้าใจในมิตินี้ นโยบายที่สั่งการลงมายังผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มิใช่ใช้วิธีการสั่งแห้งเช่นธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ(สั่งแห้งในโลกของตำรวจหมายถึงการสั่งงานโดยไม่มีการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในการทำงาน)
ตำรวจจำเป็นต้องมีภาคีที่ให้การสนับสนุนการทำงานในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน เริ่มตั้งแต่ภาคีในกลุ่มกระบวนการยุติธรรมด้วยกันซึ่งล้วนเข้าใจปัญหาของเยาวชนเป็นอย่างดีเช่นกัน ตำรวจต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งทั้งในเรื่องนโยบายและการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรจากกระทรวงมหาดไทย และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
รวมๆ ไปถึงส่วนราชการทุกภาคส่วนในแต่ละจังหวัดเพื่อร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชน พร้อมทั้งสร้างโอกาสและเปิดพื้นที่ในการดำเนินชีวิตใหม่ที่เหมาะสมของเยาวชนเพื่อเปลี่ยนทิศทางในการดำเนินชีวิต
ต่อให้ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีนโยบายที่จริงจังในการปราบปรามเด็กแว้นสักเพียงไร หากตำรวจทำงานอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังท่ามกลางทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งเป็นการทำงานอยู่ในบริบทวัฒนธรรมสั่งแห้งที่ตำรวจผู้ปฏิบัติคุ้นชินด้วยแล้วนั้น การจับเด็กแว้นด้วยเครื่องมือซิ่งสั่งลาก็เป็นเพียงกิจกรรมที่ท้าทายอีกหนึ่งกิจกรรมที่บรรดาเยาวชนชายขอบต้องเอาชนะและท้าทายเพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตนเองไว้ให้ได้
หากนโยบายของตำรวจยังเลือกที่จะเดินในแนวทางคู่ตรงข้ามมากกว่าที่จะดึงมาเป็นพวกเดียวกัน...งานนี้คงต้องลุ้นว่า กลุ่มใดจะอ่อนกำลังก่อนกัน! ตำรวจหรือเด็ก



