
ไทยแหล่งอาหารโลก
ไทยแหล่งอาหารโลก : บทบรรณาธิการประจำวันที่24ตุลาคมพ.ศ.2555
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดผูนำกรอบความร่วมมือเอเชียว่า ประเทศไทยได้เสนอจุดยืนและหลายประเทศก็มีความเห็นสอดคล้องต้องกันคือ การให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งอาหารของโลก ซึ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียนควรช่วยกันผลักดันเพราะขณะนี้มีหลายประเทศมีความต้องการนำเข้าอาหารและอยากเห็นไทยเป็นประเทศส่งออกอาหารตั้งแต่ข้าว พืชผักชนิดอื่นๆ รวมถึงการแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลือมล้ำ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มที่
แม้ในอดีตไทยจะเคยเป็นประเทศอันดับ 1 ในการส่งออกพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาขึ้นมากมายกับเกษตรกร ไม่ว่าจะเกี่ยวเนื่องกับนโยบายที่แกว่งไปมาเกือบทุกรัฐบาล พันธุ์ข้าว ดิน ฟ้า อากาศ ตลอดจนถึงอุตสาหกรรมข้างเคียงเช่น เคมียาฆ่าแมลง ปุ๋ย เกิดเป็นหนี้สินขึ้นมากมาย คนในชนบทเลิกทำนาไปก็มาก พื้นที่นาถูกขายกลายเป็นโรงงานหรือย่านที่พักอาศัย ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การส่งออกข้าวไทยตกอันดับมาอยู่ที่ 3 ตามหลังอินเดีย ที่คาดกันว่าจะส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลกในบริมาณ 8 ล้านตันต่อปี ตามมาด้วยประเทศเวียดนาม 7 ล้านตัน และไทยที่จะส่งออกได้ปริมาณ 6.5 ล้านตันต่อปี ตามมาด้วยปากีสถาน และสหรัฐเป็นอันดับที่ 5 ประมาณ 3.5 ล้านตันเศษ
สำหรับการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักที่กำลังทำรายได้เข้าประเทศกว่า 1 แสนล้านบาท โดยมีกุ้งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ปริมาณเกินกว่า 70% ทั้งตลาดยุโรป อเมริกาและเอเชีย รวมถึงประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งถือว่าเราส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ตามมาด้วยเวียดนาม จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย หากดูจากตัวเลขการส่งออกทั้งข้าวและอาหารทะเลแช่แข็งแล้ว โอกาสที่ประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งอาหารของโลกนั้น เป็นไปได้สูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล การส่งเสริมและผลักดันด้านการค้ากับประเทศคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งบ้านเรายังได้เปรียบในเรื่องของค่าแรงที่ยังไม่สูงนัก แม้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะดูขัดแย้งกันอยู่ก็ตาม
ขณะเดียวกันราคาอาหารทั้งวัตถุดิบและสำเร็จรูปในประเทศยังมีราคาแพงไม่สามารถควบคุมได้ คนไทยยังต้องควักเงินซื้ออาหารในราคาซึ่งขัดแย้งกับต้นทุน แม้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะสั่งควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการก็ตาม แต่ยังดูแลไม่ทั่วถึง กลไกทางการตลาดยังถูกกำหนดโดยพ่อค้า แม่ค้า ยี่ปั๊วต่างๆ อยู่ ง่ายๆ หากเปรียบเทียบกับประเทศส่งออกน้ำมัน ที่พลเมืองของเขาใช้น้ำมันราคาถูก แต่ราคาขายในต่างประเทศแพง หากไทยจะกลายเป็นแหล่งอาหารโลก แต่การควบคุมราคาในประเทศยังทำไม่ได้ จะเป็นอย่างไร ในเมื่อคนไทยมีตัวเลขส่งออกอาหารอันดับหนึ่งแต่คนภายในยังต้องซื้ออาหารในแพง ดูเหมือนรัฐบาลจะมีการบ้านอีกมากมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างนโยบายรัฐกับความเป็นจริงของกลไกตลาด



