
ว่าด้วยการใช้และเก็บ และเก็บและใช้ภาษี
ในช่วงที่ผ่านมามีเรื่องราวเกี่ยวกับการเพิ่มอัตราการเก็บภาษีของรัฐบาลปรากฏตามหน้าข่าว แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ สังคมมีความเข้าใจและสามารถร่วมกำหนดทิศทางการเก็บและใช้ภาษีมากน้อยแค่ไหน
ประเด็นที่ต้องเน้นให้ชัดก็คือ ที่ผ่านมาเราไม่ได้จับประเด็นการเก็บภาษี และการใช้ภาษีอย่างเท่าเทียมกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการจับผิด หรือการค้านหัวชนฝา แต่เป็นเรื่องของการพยายามสร้างเหตุผลสาธารณะในการใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนทางการเมือง
ไม่ใช่แค่สนใจรายงานข่าวหรือรับรู้แต่ว่ารัฐบาลนั้นเขาทำอะไรบ้าง แต่ต้องสามารถเข้าใจภาพรวมว่ารัฐบาลทำอะไรจากมุมมองอื่นๆ นอกเหนือจากมุมมองของรัฐบาล หรือมุมมองที่รัฐบาลต้องการให้มอง
ประการแรก เราต้องมีความเข้าใจว่าภาพรวมของการใช้จ่ายของรัฐบาลปัจจุบันนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องของการรายงานข่าว หรือนั่งรับทราบข่าวว่ารัฐบาลมี "โครงการอะไร"
เราต้องถามให้ได้ว่าโครงการต่างๆ ของรัฐบาลนั้นเมื่อนำมารวมกันแล้ว จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร และในขณะเดียวกันกลุ่มคน/ชนชั้นไหนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ก่อน หรือหลัง และในระหว่างที่กลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ โดยที่กลุ่มอื่นต้องรอนั้น ช่องว่างต่างๆ จะมีกว้างขึ้นไหม กลุ่มที่ต้องรอจะแย่ลงหรือไม่
เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยมีการพูดกันสักเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งความพยายามในการอธิบายว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลผ่านโครงการต่างๆ นั้นมาจากการผลักดันของกลุ่มการเมืองไหน ก็ได้รับการนำเสนอเป็นข่าวรายวัน มากกว่าการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มการเมือง โครงการ กลุ่มทุน และระบบเศรษฐกิจการเมืองของการเลือกตั้งที่เกี่ยวพันกับการใช้เงินมหาศาล
ประการที่สอง เมื่อเราพูดถึงการเก็บภาษีที่ดิน และภาษีบาป เช่น บุหรี่ เหล้า รวมไปถึงน้ำมัน สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามต่อการเก็บภาษีเหล่านี้เป็นความตั้งใจอย่างเป็นระบบ หรือเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าในเชิงของการฉวยโอกาสตามการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก หรือเป็นการเพิ่มภาระให้ทุกคนโดยที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันจำเป็นหรือไม่จำเป็น
เรื่องนี้ไม่ได้ผิดหรือถูก แต่ประเด็นคือ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแห่งชาติที่วางอยู่บนความผันผวนนั้นอาจจะไม่สามารถทำได้ในระยะยาว หรือต้องสามารถใช้อย่างระมัดระวังและคุ้มค่า
แต่ที่สำคัญในการพิจารณาภาษีหลักเช่นนี้เราต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและผู้คนกับเศรษฐกิจ ไม่ใช่มองแค่กิจกรรมที่เก็บภาษีเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น โดยเฉพาะภาษีที่ดิน ประเด็นก็คือ การจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวพันกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น จะลดความเหลื่อมล้ำลงอย่างไร
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีที่ดินได้จริงหรือไม่ เพราะเราไม่รู้ว่าการจัดเก็บภาษีจากที่ดินนั้นเป็นเพียงการเพิ่มรายได้ของรัฐเพื่อนำไปใช้ในกิจการที่ตนต้องการ
หรือมีเป้าประสงค์ในการลดช่องว่างระหว่างผู้คนอันเนื่องมาจากความเข้าใจที่ว่าความร่ำรวยของคนบางกลุ่มนั้นเป็นกระบวนการเดียวกันกับการมีความยากจนของคนอีกกลุ่ม และการจัดเก็บภาษีเป็นกระบวนการที่ปรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองกลุ่ม ไม่ใช่เป็นเพียงการที่รัฐหาโอกาสเก็บตังค์ไปเรื่อยๆ
เพราะไม่เช่นนั้นต่อไปคงมีการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีผักบุ้ง หรือภาษีขี้หมา ฯลฯ ไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้คนจนและคนรวยก็ต้องมาช่วยกันดู ว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นนั้นมีการนำเงินมาใช้อย่างคุ้มค่าและปรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างผู้คนจริงหรือไม่



