
สงครามยุคใหม่ของโจรใต้-รบ.
สงครามยุคใหม่ของกลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายทางภาคใต้และสงครามยุคใหม่ของรัฐบาล : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดข เมฆสวัสดิ์
วันที่ 25 ตุลาคมนี้ ก็ครบรอบ 8 ปีเหตุการณ์ตากใบที่มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตไปถึง 85 คน โดยยังไม่มีการลงโทษผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นหลักของเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ตลอดมา จากเลือดไม่กี่หยดในอดีตได้กลายมาเป็นเลือดที่ท่วมนองแผ่นดิน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
การรุกคืบหน้าของกลุ่มก่อเหตุร้ายในพื้นที่ภาคใต้ในปัจจุบันนั้นยังอยู่ในสภาพที่ก้าวล้ำหน้าเจ้าหน้าที่รัฐไปก้าวหนึ่งเสมอ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ลอกเลียนมาจากภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง แล้วนำมาดัดแปลงใช้งานให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ซึ่งก็ได้ผลเกือบทุกครั้ง เพราะภาพยนตร์เหล่านี้ล้วนแต่นำมาจากประสบการณ์จริงในสมรภูมิของอัฟกานิสถานและอิรักเกือบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แผนการต่างๆ ของกลุ่มโจรจะประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่นำทฤษฎี “สงครามอสมมาตร” (ASYMMETRIC WARFARE) มาใช้ สงครามรูปแบบนี้แม้จะเกิดขึ้นมานานแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ได้ทุกยุคทุกสมัยเพราะการต่อสู้ของคนกลุ่มน้อยกับคนกลุ่มใหญ่มากๆ นั้น เกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเช่นกัน
ปัจจุบันแนวความคิดของกลุ่มก่อการร้ายสากลที่จะต่อสู้กับสหรัฐ และประเทศกลุ่มตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีพลังอำนาจทางด้านอาวุธ, กำลังคน และปัจจัยอื่นๆ สูงมากนั้น ทางกลุ่มก่อการร้ายก็ใช้สงครามอสมมาตรมาประยุกต์ใช้ใหม่ โดยเลือกใช้กำลังคนที่เหมาะสมไม่เกิน 5 คนในการปฏิบัติงานเพื่อปกปิดความลับ การดำรงความริเริ่มในการเป็นผู้กำหนดเวลาและสถานที่โจมตีศัตรู รวมถึงการเป็นผู้เลือกใช้อาวุธให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ (แนวคิดดังกล่าวนี้เวียดนามเหนือเคยนำมาใช้ในการทำสงครามกับสหรัฐอย่างได้ผลในอดีต)
กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจึงได้เลียนแบบนำมาใช้ ซึ่งได้ผลมาตลอด เพราะยังมีสิ่งที่กลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายในภาคใต้ได้เปรียบในการทำสงครามกองโจรแบบใหม่อยู่อีก 4 ประการ คือ การรบในพื้นที่ที่ชำนาญ มีประชาชนในพื้นที่เป็นมวลชนอยู่ข้างหลัง, การกำหนดรูปการจัดองค์กรทำงานของแต่ละกลุ่มในลักษณะที่ไม่มีสายการบังคับบัญชา, ไม่มีเครื่องแบบ, ไม่มีแนวรบ (พื้นที่จรยุทธ) ที่แน่นอน, การได้เปรียบในตัวบุคคลที่ทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อวันเวลาผ่านมาขนาด 8 ปีแล้ว (2547-2555) ความชำนาญงานของกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงย่อมมีมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ผลัดเวียนกันเข้ามาทุก 6 เดือน และประการสำคัญคือการมีข้ออ้างที่มีเหตุผลต่อชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ถึงการได้ต่อสู้กับรัฐบาลที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลที่เคยจุดไฟแห่งความเกลียดชังขึ้นในพื้นที่มาก่อนหลายๆ เหตุการณ์อีกครั้งหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้คือสงครามยุคใหม่ที่จะมาแทนสงครามตามรูปแบบ ซึ่งนับวันจะหมดไป เจ้าหน้าที่รัฐไทยทุกหน่วยจึงต้องทำความเข้าใจ ต้องพลิกแพลงรูปแบบการทำงานให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายโจรเป็นผู้เลือก “เวลาและสถานที่” ในการปฏิบัติงานและจะต้องนำจุดแข็งคือ “อำนาจรัฐ” มาใช้อย่างเต็มที่ เช่น การตั้งด่านตรวจแข็งแรงตลอด 24 ชั่วโมง, การใช้ประโยชน์จากโทรทัศน์วงจรปิดให้เต็มที่ ไม่ใช่นำมาใช้เปิดดูตอนเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการใช้กล้องวงจรปิดทางด้านความมั่นคง ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงของต่างประเทศหลายคนได้มีความเห็นสรุปสอดคล้องกันว่า “สงครามเบ็ดเสร็จ (ตามแบบ) ซึ่งเคยเป็นแนวปฏิบัติของรัฐนั้น ได้กลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้ว” รูปแบบการฝึกฝนเจ้าหน้าที่รัฐต้องเปลี่ยนไป รวมถึงการใช้ “วิทยาศาสตร์” เข้ามาทำงานการต่อต้านข่าวกรองให้มากขึ้น
ประการสุดท้าย ฝ่ายความมั่นคงต้องพูดกับฝ่ายการเมืองซึ่งมีจุดอ่อนในปัญหาภาคใต้อยู่แล้วให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรแน่ ต้องทำให้ได้ข้อยุติออกมา และต้องเข้าใจด้วยว่า “สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ” หรือ สมช.นั้นไม่ใช่หน่วยข่าวกรอง เป็นเพียงหน่วยงานที่ทำหน้าที่เลขานุการฝ่ายความมั่นคงให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ยังต้องพึ่งพาข่าวสารจากหน่วยข่าวต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ดังนั้น สมช.จะมีฤทธิ์มีเดชมากแค่ไหน ก็อยู่ที่เจ้าหน้าที่ของ สมช.เองที่ต้องเก่งงานและเก่งการประสานงาน แต่ปัจจุบันคนเก่งๆ เหล่านี้ถูกเก็บเข้ากรุหมดแล้ว โอกาสที่รัฐบาลจะพ่ายแพ้ในสงครามยุคใหม่ในพื้นที่ภาคใต้จึงมีสูงมากจนน่าวิตก ถ้ารัฐบาลไม่สนใจงานด้านความมั่นคงจริงๆ นอกจากสงครามรูปแบบใหม่ในพื้นที่ภาคใต้แล้ว สงครามรูปแบบใหม่ของรัฐบาลก็เริ่มต้นขึ้นอีกแล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ นี้เอง
1 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครออกมาไล่รัฐบาลเลย แต่ตอนนี้เริ่มมีแล้วครับ โดยจะเริ่มขึ้นใน 28 ตุลาคม 2555 นี้ ที่สนามม้านางเลิ้งเป็นครั้งแรก และก็จะมีตามมาเรื่อยๆ อย่างแน่นอน เพราะเมื่อมีคนนำแล้ว ก็จะมีคนตามออกมาเรื่อยๆ ถ้ารัฐบาลยังไม่ทำงานอะไรจริงๆ จังๆ ยังนำเรื่องส่วนตัวมาแทรกเข้าไปในการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่เช่นนี้ โดยเฉพาะการที่บุคคลฝ่ายรัฐบาลหลายคนได้แสดงออกถึงการไม่เคารพต่อกฎหมายและกติกาของประเทศ แล้วจะให้ฝ่ายที่เห็นตรงข้ามกับรัฐบาลเคารพกฎหมายอยู่ได้อย่างไร เป็นการบ้านฝากถึงนายกรัฐมนตรี จงคิดให้ดีก่อนพูด ก่อนสั่งงานอะไรลงไป



