คอลัมนิสต์

ทาส2555

ทาส2555

22 ต.ค. 2555

ทาส2555 : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2555

              การค้ามนุษย์โดยถูกกฎหมายในรูปของแรงงานทาสในเมืองไทยเมื่อกว่า 100 ปีก่อน สิ้นสุดลงด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หากแต่หนึ่งศตวรรษให้หลังจากนั้น แม้นิยามของคำว่า ทาส จะถูกหยิบยกไปใช้อธิบายในหลายกรณี ที่แลเห็นว่าเป็นการกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบอย่างไร้มนุษยธรรม ดังที่เรามักเรียกพฤติกรรมการปฏิบัติต่อกันเช่นนั้นว่า กระทำเยี่ยงทาส แต่ในความเป็นจริงที่ประจักษ์อยู่ในปี พ.ศ.2555 ก็คือ การค้าทาส หรือค้ามนุษย์ กลับยังคงดำรงอยู่ในหลากหลายรูปแบบที่แปรเปลี่ยนไป เช่น การบังคับค้าประเวณี ค้าแรงงานเด็ก แรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศ ซ้ำร้าย การกระทำระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยขบวนการเช่นว่านี้ ยังเพิ่มความป่าเถื่อนทารุณโหดร้ายยิ่งเสียกว่า การกระทำเยี่ยงทาสเมื่อกว่า 100 ปีก่อนด้วยซ้ำ
   
              ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า ความกระตือรือร้นรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์จำกัดวงอยู่เฉพาะในหมู่องค์กรพัฒนาเอกชนจากต่างประเทศเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งแม้ว่าความเข้มข้นของการออกมาตรการ หรือกฎหมายต่างๆ เพื่อต่อต้านค้ามนุษย์ในนานาชาติจะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จนจริงจังขึ้นไปจนถึงการกดดันใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าประเทศที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการค้ามนุษย์ น่าพิจารณาว่าสำหรับประเทศไทย มีกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์เข้มข้นเพียงพอแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ไม่เพียงเฉพาะเพื่อให้รอดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตรเท่านั้น หากแต่เนื้อแท้คือ สิทธิมนุษยชน ซึ่งมนุษย์พึงปฏิบัติต่อกันเยี่ยงมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมชาติ หรือต่างด้าวก็ตาม
   
              ทุกวันนี้ มีข่าวปรากฏทางสื่ออยู่เสมอๆ ว่า ขบวนการค้ามนุษย์ยังคงประกอบกิจการก่อกรรมทำเข็ญกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างต่อเนื่องเป็นล่ำเป็นสัน และบางกิจการดูเหมือนจะขยายใหญ่โตมากยิ่งขึ้นด้วย อย่างเช่น ขบวนการค้าประเวณีทั้งในระดับประเทศ ซึ่งแฝงฝังซ่อนเร้นในรูปแบบต่างกัน และในระดับนานาชาติ ซึ่งล่าสุดพบว่า ขบวนการล่อลวงหญิงสาวไปบำเรอกามที่บาห์เรนนั้นนับวัน ยิ่งจะเฟื่องฟูและเหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน กลุ่มอาชญากรในประเทศก็ล่อหลอกหญิงสาวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำทารุณกรรมกลางเมืองใหญ่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หาได้ต่างไปจากการข่มเหงแรงงานกดขี่แรงงานในด้านอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านับสิบๆ ปี
   
              ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดประตูประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคมอยู่นั้น ประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและสิทธิมนุษยชนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรเอาใจใส่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากิจกรรมดังกล่าวมา ที่เล็งเห็นมูลค่าทางการค้าที่คำนวณเป็นผลประโยชน์เป็นเม็ดเงินได้ เพราะแน่นอนว่านับตั้งแต่ปี 2558 การเคลื่อนไหวของแรงงานในภูมิภาคนี้ย่อมดำเนินไปอย่างคึกคัก ขณะที่พอคาดการณ์ได้ว่า ถ้าหากการเปิดเสรีด้านแรงงานไร้ประสิทธิภาพเพราะไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอแล้ว ขบวนการค้ามนุษย์ก็อาจใช้ช่องว่างที่เกิดจากการเปิดพื้นที่ครั้งนี้ วางเครือข่ายค้ามนุษย์ให้ยิ่งสลับซับซ้อน กลับกลายเป็นการเปิดศตวรรษใหม่แห่งการค้าทาสไปโดยปริยาย