
ปรองดองอย่างมีวัฒนธรรม
ปรองดองอย่างมีวัฒนธรรม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2555
รัฐบาลเดินหน้าจัดเวทีประชาเสวนาเพื่อสร้างความปรองดองหาทางออกให้กับประเทศไทย โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวจักรสำคัญ หลังรับหน้าที่เป็นประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ปคอป. แทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ลาออกไป และถูกจับตาจากหลายฝ่ายทันทีเมื่อแนวคิดที่รองนายกรัฐมนตรีผู้นี้ประกาศว่าปัญหาของประเทศในขณะนี้เกิดจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2540 และพร้อมที่จะสร้างความชอบธรรมในการนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศไทย
ไม่ใช่เรื่องแปลกกับการขึ้นต้นด้วยความแข็งกร้าวในแนวทางการแก้ปัญหา เพราะเป็นแนวคิดที่ ร.ต.อ.เฉลิม ประกาศมาตั้งแต่ต้นที่จะเป็นตัวตั้งตัวตีในการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสะพานความชอบธรรมรองรับให้อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศด้วยคติเรียกความกล้าที่ว่าความกลัวทำให้เสื่อม ประเดิมเวทีแรกในวันที่ 28 ตุลาคม ที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งจะเชิญหัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการในพื้นที่ ประมาณ 1,500 คน เข้าร่วม ด้วยวิทยากรคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคน อาทิ นายสุธรรม แสงปทุม นายอดิศร เพียงเกษ ฯลฯ โดยไม่มีตัวแทนของฝ่ายค้าน พร้อมทั้งเดินสายปราศรัยตามหัวเมืองใหญ่แถบอีสาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าววางเป้าหวังผลตอบรับในอีก 6 เดือนข้างหน้า
รูปแบบการสานเสวนาที่ถูกเปิดเผยออกมา เกิดคำกล่าวขานกันว่าไม่น่าที่จะนำไปสู่การปรองดอง และน่าขยายวงของความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก เพราะการสานเสวนาควรมีทั้งการพูดและรับฟังจากคนที่เห็นต่าง เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่การไปพูดถึงสิ่งที่รัฐบาลจะทำว่าถูกต้อง ดังนั้นควรมีเวทีของผู้นำแต่ละฝ่ายก่อน ประกอบด้วย ผู้นำรัฐบาล ฝ่ายค้าน กลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ และผู้นำทางความคิดต่างๆ ที่ควรตะหนักคือโครงการนี้ใช้งบประมาณของแผ่นดิน จึงควรคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักโดยเป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอางบประมาณไปจัดเวทีปราศรัยเพื่อหวังผลทางการเมือง ให้ใช้เวทีนี้ฟอกตัวแก้ต่างให้ใคร
ทางออกของประเทศไทยเวลานี้ คือการหันหน้ามาพูดคุยกัน มาเจรจากัน ซึ่งก็คือการสานเสวนานี่แหละที่ไม่ใช่จะมาเอาแพ้เอาชนะกัน มาฟังอย่างตั้งใจกัน มาหารือหาทางออกร่วมกัน ซึ่งจะต้องมีกฎ กติกา และคนกลางเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือไว้วางใจของทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องเป็นคนกลางที่เข้าใจในกระบวนการสานเสวนา ที่ไม่ใช่จะมาเอาแพ้เอาชนะกัน ผู้ที่จะมาเจรจาต้องเรียนรู้ที่จะฟังอย่างมั่นใจ หรือผลัดกันพูดผลัดกันฟังกำหนดประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหรือหลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมาพิจารณาร่วมกัน มากำหนดโจทย์ที่ไม่ใช่จุดยืนซึ่งเป็นคำตอบที่แต่ละฝ่ายมีอยู่แล้ว ควรจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด



