
อาเซียนกับศึกชิงทำเนียบขาว
อาเซียนกับศึกชิงทำเนียบขาว: บทบรรณาธิการประจำวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2555
การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐเริ่มย่างเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว ก่อนที่ชาวอเมริกันจะไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายน ท่ามกลางการลุ้นระทึกของผู้สนับสนุนของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน หลังการโต้วาทีสดทางโทรทัศน์ หรือการดีเบต ทั้ง 2 รอบที่เพิ่งผ่านพ้นมาสดๆ ร้อนๆ ทั้งประธานาธิบดีบารัก โอบามา ตัวแทนพรรคเดโมแครต และนายมิตต์ รอมนีย์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะคนละรอบ ต้องรอผลการโต้วาทีสดทางโทรทัศน์รอบสุดท้าย ที่จะมีขึ้นวันที่ 23 ตุลาคม จึงพอจะทำนายทิศทางได้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด
ไล่เลี่ยกับที่สหรัฐกำลังจะมีผู้นำทำเนียบขาวคนใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นคนหน้าเดิมคือ นายโอบามา หรืออาจจะเป็นคนหน้าใหม่อย่างนายรอมนีย์ ประเทศจีนก็กำลังจะมีการผลัดเปลี่ยนผู้นำคนใหม่เช่นกัน โดยนายสี จิ้น ผิง รองประธานาธิบดี จะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีคนใหม่แทนนายหู จิ่นเทา ตามที่มีการวางตัวทายาทการเมืองไว้ล่วงหน้าหลายปี ซึ่งเท่ากับตอกย้ำว่า จีนมุ่งมั่นจะสานต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้จะมีข่าวความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ในหมู่ผู้นำจีนจนมีการกวาดล้างใหญ่ในหลายตำแหน่งก็ตามที
เห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนผู้นำใหม่ของทั้งสหรัฐและจีนครั้งนี้ ล้วนแต่มีผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยทั้งสิ้น ซึ่งไทยและอาเซียนจะต้องเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะทั้งนายโอบามาและนายรอมนีย์ต่างมีนโยบายต่างประเทศที่ค่อนข้างแข็งกร้าวต่อจีน จะต่างกันก็ตรงวิธีการและระดับความรุนแรงเท่านั้น แต่ทั้งสองคนต่างมีเป้าหมายชัดเจนว่า มุ่งมั่นจะปิดล้อมหรือสกัดการกั้นจีนไม่ให้มีอิทธิพลเหนือกลุ่มภาคีสมาชิกอาเซียน อีกทั้งไม่ต้องการให้กลุ่มอาเซียนสามารถผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวที่แน่นแฟ้นจนทำให้สหรัฐไม่อาจแทรกตัวเข้ามามีอิทธิพลเพื่อคานอำนาจกับจีนได้อย่างง่ายดายมากนัก
หนทางหนึ่งที่สหรัฐทำได้ง่ายๆ และทำสำเร็จมาแล้วก็คือ การกระพือปัญหาพิพาทดินแดน โดยเฉพาะที่หมู่เกาะสแปรตลีย์บริเวณทะเลจีนใต้ จนทำให้ภาคีสมาชิกอาเซียนมีความเห็นขัดแย้งกันเอง ท้ายสุดทำให้การประชุมสุดยอดที่กัมพูชาแทบจะล้มอย่างไม่เป็นท่า เมื่อไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่มเกี่ยวกับปัญหาเรื้อรังนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ 45 ปีของอาเซียน
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเร่งศึกษาสถานการณ์เพื่อให้รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งยืนหยัดยึดมั่นนโยบายรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้กลายเป็นหญ้าแพรกที่อาจแหลกลาญยามช้างสารสหรัฐและช้างสารมังกรประลองกำลังกันในสมรภูมิเอเชีย



