คอลัมนิสต์

ต้องตอบคำถามประมูล3จี

ต้องตอบคำถามประมูล3จี

18 ต.ค. 2555

ต้องตอบคำถามประมูล3จี : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2555

                ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประมูล 3จี ที่ได้ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อสารแบ่งคลื่นความถี่กันไป โดยการประมูลมีการเคาะราคาทั้งหมด 7 รอบ ทำให้ราคารวมทั้งหมดอยู่ที่ 41,625 ล้านบาท สูงจากราคาตั้งต้นที่ กสทช.กำหนดไว้เพียง 2.78% เท่านั้น ซึ่งผู้เข้าประมูลที่เคาะราคาเพิ่มมีเพียงค่ายเดียว ส่วนอีก 2 ค่ายยักษ์ประมูลที่ราคาตั้งต้น สำหรับเทคโนโลยี 3จี หรือมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 โดยใช้งานด้านมัลติมีเดีย ส่งผ่านข้อมูลทั้งภาพและเสียงในระบบไร้สายด้วยความเร็วที่สูง ซึ่งหากจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เสียทีเดียว มีการใช้ 3จีแล้วในหลายประเทศ แม้แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงเราก็มีมานานพอสมควร แต่ของไทยที่ล่าช้าเพราะการตั้ง กสทช. ใช้เวลาเนิ่นนาน และการประมูล 3จีครั้งที่แล้วก็เกิดอาการสะดุด
 
                การประมูลแม้จบลงไปแล้ว แต่เกิดความกังวลและกังขาจากหลายฝ่าย จนมีคำถามตามมาหลายประการ ประการแรก ถือว่าการประมูลครั้งนี้เหมาะสมถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะการที่ 2 ค่ายยักษ์แค่เพียงยื่นเสนอราคาตั้งต้น จากนั้นไม่มีการเคาะราคาสูงขึ้นเลย เรียกว่าไม่เหนื่อย ไม่ต้องต่อสู้ เพราะมีแค่ 3 ค่ายและมีใบอนุญาต 3 ใบ จึงมีความฉงนว่าการออกแบบประมูลลักษณะเช่นนี้ของ กสทช. มีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน มีการแข่งขันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า มีการสมยอมกันเกิดขึ้นด้วยหรือเปล่า ประการที่สอง คือ ตัวเลขที่ออกมาถือว่าต่ำมาก ทั้งที่เคยมีการประเมินกันว่าน่าจะแตะ 6 หมื่นล้านบาท จึงมีเสียงสะท้อนว่าผลประโยชน์ตกแก่ส่วนร่วมหรือฝ่ายนายทุน แล้วฝ่ายผู้บริโภคคือคนไทยที่จะได้ใช้ 3จี จะได้อะไรจากการประมูลหนนี้
 
                คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารความถี่วิทยุเพื่อกิจการโทรคมนาคม และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม ดังนั้น กสทช.แม้จะมีสถานะเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ แต่ยังคงความยึดโยงกับรัฐและผลประโยชน์แห่งรัฐ ที่จะต้องคำนึงถึงประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ซึ่งการบริหารความถี่ผ่านทางกลุ่มทุนที่เข้ามาประมูลรับสัมปทานจำเป็นต้องถ่วงดุลทั้งฝ่ายเอกชนและผู้บริโภค โดยเฉพาะ 3จี ให้สิทธิสัมปทานถึง 15 ปี การพิจารณาความคุ้มค่าและผลตอบแทนที่ฝ่ายทุนจ่ายนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าจัดการไม่ดีก็อาจโดนข้อหาเอื้อประโยชน์ทันที จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบ
 
                ก่อนหน้าการประมูล ได้มีเสียงท้วงติงจากกลุ่มนักวิชาการ ถึงรูปแบบการประมูลว่าจะส่งผลให้เกิดความล้มเหลวได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็อาศัยกลุ่มผู้บริโภคมากดดันว่าต้องรีบเร่งเพราะเฝ้ารอคอยมานานมากแล้ว ตอนนี้เมื่อมีการตั้งคำถามและเสียงเรียกร้องให้ กสทช.ออกมาให้คำตอบและชี้แจง จึงต้องตอบส่วนรวมถึงความแคลงใจต่างๆ ทั้งเรื่องรายได้รัฐที่น้อย ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการได้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างไร และเรื่องคุณภาพการบริการ ดังนั้น กสทช.ต้องทำหน้าที่หนักและต้องให้เกิดความกระจ่างโปร่งใส สมดังกับที่คาดหวังไว้กับกรรมการ กสทช. ไม่เช่นนั้นหน่วยงานอิสระของรัฐแห่งนี้ก็จะเป็นเพียงช่องทางผ่านของกลุ่มทุนในการเข้ามาแสวงผลกำไร