
ตำรวจกับการปราบปรามเด็กแว้น
ตำรวจกับการปราบปรามเด็กแว้น : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ตำรวจจริงจังกับการปราบปรามการกระทำผิดของเด็กในกรณีการแข่งรถจักรยานยนต์บนถนนสาธารณะ !
การแสดงให้เห็นว่า "ตำรวจเอาจริง” ถูกแสดงออกในรูปแบบเดิมๆ ดังเช่นที่เคยกระทำกันมา...ใช้รถประเภทต่างๆ ปิดกั้น ปิดล้อมและเข้าจับกุม
วิธีเดิมๆ เรื่องง่ายๆ ทำเช่นนี้มาทุกครั้งซึ่งก็ได้ผลเช่นเดิมทุกครั้ง กล่าวคือ ปรากฏผลเป็นข่าวอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แสดงให้เห็นว่าตำรวจจับเด็กแว้นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนบนถนนได้ แต่เหล่าบรรดาตำรวจและคนในชุมชนย่านนั้นย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า "วิธีการเช่นนี้เอาไม่อยู่"...บรรดาเยาวชนผู้หลงใหลการใช้ความเร็วโดยละเลยความปลอดภัยและขาดสำนึกแห่งการเคารพการอยู่ร่วมกันในสังคมยังคงหาความสุขจากการแข่งขันประลองความเร็วบนถนนเช่นเดิม
ดังนั้น การที่จะสามารถกล่าวได้ว่าตำรวจเอาจริงนั้น ตำรวจจำเป็นต้องโชว์ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการ "ดึงเยาวชนให้หันกลับมาหาวิธีการสร้างความสุขให้แก่กลุ่มตนเองโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นให้จงได้" ต้องหาวิธีการใหม่ คิดให้ทะลุกรอบกับดักความคิดแบบเดิมเพื่อให้ได้แนวทางใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และได้ผลอย่างยั่งยืนในภาวะของการมีทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งขอถอดบทเรียนดีๆ จากการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับภาคีทุกภาคส่วนใน จ.จันทบุรี สมัยที่ พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ และ พล.ต.ต.วีรชัย วิสุทธิอุทัยกุล ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บังคับการและรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ในห้วงเวลาที่ผ่านมา
ก้าวแรกคือการตั้งคำถามว่า "แต่ละสถานีตำรวจได้จัดทำแผนที่ของวิถีการใช้รถจักรยานยนต์ที่เสี่ยงของเยาวชนไว้แล้วหรือยัง”
แผนที่การใช้รถจักรยานยนต์และบัญชีรายชื่อกลุ่มของเยาวชนกลุ่มต่างๆ พร้อมทั้งทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับเยาวชนกลุ่มนั้นเพื่อเริ่มต้นแผนการดึงมาเป็นพวก ในขั้นตอนนี้เป็นความสามารถพื้นฐานที่เหล่าบรรดาตำรวจไม่ว่าจะเป็นตำรวจสายป้องกันปราบปราม หรือตำรวจสายสืบสวนล้วนมีทักษะความสามารถที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องจัดเวลาในการดำเนินการในประเด็นนี้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการทำการสำรวจบ่อน สถานบันเทิง แหล่งอบายมุขต่างๆในพื้นที่ความรับผิดชอบที่ปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ
การเข้าถึงตัวเยาวชนเป้าหมายจำเป็นต้องใช้ "ใจแลกใจ” มิใช่ชวนเยาวชนมาเป็นสายดั่งธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติในงานปราบปรามอาชญากรรม แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เยาวชนเกิดความศรัทธาในตัวตำรวจและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการดำเนินชีวิต และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม
ตำรวจไม่สามารถทำงานได้เพียงลำพัง เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน พฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ซิ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกระทำผิดอื่นๆ อาทิ การเสพและจำหน่ายสารเสพติด การค้าประเวณี การก่ออาชญากรรมโดยใช้ความรุนแรงอื่นๆมากมาย
นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มผู้ปกครองและผู้นำชุมชนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของบุตรหลานด้วย ซึ่งในประเด็นนี้นับได้ว่าเป็นปัญหาอุปสรรคที่สำคัญในการทำงานของตำรวจ เป็นโจทย์ที่ตำรวจมืออาชีพต้องแก้ให้ได้ด้วยการสร้างพลังเครือข่ายของเหล่าบรรดาผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ในชุมชน ผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ให้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการในการ "ป้องซิ่ง" ให้ได้ผลและยั่งยืน
งานนี้ตำรวจไม่สามารถใช้วิธีการปราบปรามและไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ เหล่าบรรดาผู้ใหญ่ในชุมชนต้องร่วมกันคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนในชุมชนของตนเองและร่วมมือกันดำเนินการตามบทบาทและภารกิจของหน่วยงานตนเอง เรียกว่าทุกคนเป็นเจ้าภาพในการร่วมกันพัฒนาเยาวชน
อย่างนี้จึงจะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ตำรวจเอาจริง" !



