คอลัมนิสต์

สังคมกำลังอ่อนแรงตรวจสอบคอร์รัปชั่น

สังคมกำลังอ่อนแรงตรวจสอบคอร์รัปชั่น

15 ต.ค. 2555

สังคมกำลังอ่อนแรงตรวจสอบคอร์รัปชั่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2555

              ปัญหาการคอร์รัปชั่นถือเป็นเนื้อร้ายหรือยาพิษที่กัดกร่อนทำลายประเทศ ดังนั้นในประเทศที่พัฒนาและใช้ระบบประชาธิปไตยจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการสร้างสมดุลและตรวจสอบป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ส่งเสริมให้มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบ สนับสนุนสร้างทัศนคติคนในชาติรังเกียจเดียดฉันท์และช่วยกันปกป้องรวมทั้งต่อต้านการทุจริตคดโกง ถ้าสังคมอ่อนแรงหรือมีแนวโน้มเห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ถือว่าประเทศกำลังเดินเข้าสู่จุดอันตราย เพราะสังคมนั้นเป็นรากฐานของประเทศ เป็นเครื่องชี้วัดถึงอนาคต
         
              เอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "แนวโน้มทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทยว่าด้วย การยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย และการโกหกเพื่อเอาตัวรอด" พบว่าคนไทยมีแนวโน้มยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 63.4 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ร้อยละ 65.8 ในเดือนสิงหาคม มีเพียงร้อยละ 34.2 ไม่ยอมรับเท่านั้น แต่ที่น่าห่วง คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน พบร้อยละ 79.1 ยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
             
             ล่าสุดมีโพลล์ที่สำรวจร่วมกันระหว่างเอแบคโพลล์และมหาวิทยาลัย UCSI กรณีศึกษาเปรียบเทียบระดับการต่อต้านรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชั่นถึงแม้ตนเองจะได้ประโยชน์ด้วยระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย พบว่า คนไทยร้อยละ 68.5 ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วตนเองได้ประโยชน์ด้วย ขณะที่คนมาเลเซีย ร้อยละ 63.1 ต่อต้านรัฐบาลคอร์รัปชั่น แม้ตนเองจะได้ประโยชน์ ตรงนี้พอจะสะท้อนให้เห็นว่าทัศนคติพื้นฐานของสังคมคนมาเลเซียยังต่อต้านการทุจริตแม้ตนได้ประโยชน์ ซึ่งแตกต่างกับผลสำรวจของคนไทย การสำรวจดังกล่าวน่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้สัญญาณได้
           
             รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินครบหนึ่งปี และหนึ่งในนโยบายของรัฐที่ประกาศไว้ คือ การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกจับตาอย่างมากว่าจะสามารถดำเนินงานได้ประสบผลอย่างที่ตั้งเป็นพันธกิจแห่งรัฐได้มากน้อยเพียงใด แต่บททดสอบจนถึงบัดนี้รัฐบาลถือว่ายังสอบไม่ผ่านในเรื่องคอร์รัปชั่น แม้รัฐบาลจะออกมาขับเคลื่อนก็เป็นเพียงการสร้างกิจกรรมจัดเวที เปิดตู้รับร้องเรียน เปิดสายด่วน แต่โดยแท้แล้วรัฐบาลในฐานะผู้นำหรือเป็นตัวแกนหลักที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการป้องกันและปราบปรามทุจริต แต่กลับไม่ได้สร้างแบบอย่างที่ดีให้ประจักษ์
            
             กรณีปัญหาการทุจริตเงินอุทกภัยยังไม่ได้ถูกตรวจสอบ และนำผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการลงโทษ หรือโครงการรับจำนำข้าว ก็มีการปิดบังซ่อนเร้นข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่พยายามแสดงออกซึ่งการบริหารงานที่โปร่งใส กล้าหาญที่จะเปิดเผยข้อมูล แต่เลือกที่จะอำพราง เช่นข้อมูลการขายข้าวในสต็อกโครงการรับจำนำข้าวให้ต่างประเทศ นี่เป็นตัวอย่างเพียงบางส่วน ยังมีอีกมากที่ถูกซุกใต้พรม ดังนั้นพฤติกรรมดังกล่าวย่อมไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความโปร่งใสได้ จะคาดหวังให้รัฐบาลเข้ามาสร้างทัศนคติของสังคมให้ดีขึ้นต่อเรื่องคอร์รัปชั่น คงเป็นไปไม่ได้แล้ว