
จับตาการแก้ปัญหา'การเมืองจนมุม'
จับตาการแก้ปัญหา 'การเมืองจนมุม' : ขยายปมร้อน โดย...สมถวิล เทพสวัสดิ์
เห็นการเมืองบ้านเราที่เกิดขึ้นในขณะนี้ บางครั้งอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ตกลงระหว่าง "ประชาธิปัตย์" กับ "เพื่อไทย" ใครทำหน้าที่เป็นรัฐบาลและใครเป็นฝ่ายค้านกันแน่
เมื่อก่อนสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปยื่น "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) และ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล
ในมุมมองในฐานะ "ฝ่ายค้าน" ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก แม้ว่าจะเป็นการไปยื่นรายวันก็ตาม แม้กระทั่งตัว "พร้อมพงศ์" บางครั้งยังจำเรื่องที่ไปยื่นยังไม่ได้
แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล "พร้อมพงศ์" และคณะ ก็ยังไปยื่นตรวจสอบ "แกนนำพรรคประชาธิปัตย์" อยู่เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ได้เพิ่มเป้าตรวจสอบไปที่ "สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย
หลายคดีมีการตั้งข้อสังเกตว่า "อำนาจเปลี่ยนมือ" การดำเนินคดีก็เปลี่ยนไปด้วย
เปลี่ยนตั้งแต่พนักงานสอบสวน หรือกระทั่งบางคดีก็ยกคำร้องฟ้องชนิดค้านสายตาประชาชนคนที่ติดตามการทำคดีดังกล่าวอยู่
หรือมีบางกรณีก็สั่งให้มีการตรวจสอบในลักษณะ "ตามน้ำ" มากกว่าจะตรวจสอบในเชิงเจาะลึก เพื่อไม่ให้สาวถึงตัวผู้บงการใหญ่
แต่บางคดีกลับนำมาพิจารณาใหม่ "เข้าทำนองทีใครทีมัน"
การเมืองที่หวังเพียงอำนาจโดยไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ยึดเพียงความถูกใจ ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เพื่อขัดขวางอีกฝ่ายไม่ให้มาช่วงชิงอำนาจไปจากกลุ่มและพวกพ้องของตัวเอง การทำงานการเมืองลักษณะนี้เรียกว่า "การเมืองจนมุม"
จากประวัติศาสตร์การบริหารบ้านเมือง ถ้า "จนมุม" มักใช้ทฤษฎี 2 กรณีเข้ามาเป็นตัวช่วย คือ ใช้ไสยศาสตร์หมอดูเข้ามาช่วย เป็นการทำงานการเมืองแบบจิตวิทยา มีการทำพิธีปัดรังควาน ทำบุญใหญ่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ทำหน้าที่บริหารต่อไปได้
หรือถ้า "จนมุมหนัก" ก็ใช้วิธีกวาดล้าง ฝ่ายตรงข้าม ถ้าในอดีตยุคเผด็จการจะกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามโดยวิธี "อุ้ม" จะฆ่าหรือหาย แล้วแต่ความสำคัญของคู่กรณี
แต่การเมืองสมัยใหม่ทำไม่ได้ จึงใช้วิธี "ยัดคดี" เป็นการนำคดีไปผูกขาไว้ก่อน เพื่อหยุดไม่ให้ไปตรวจสอบ ถือเป็นวิธีการแก้เกี้ยวฟ้องสังคมว่า คนเหล่านี้ก็มีพฤติกรรมไม่ดีเหมือนกัน
เหมือนที่เรากำลังเห็นการเมืองในยุคนี้ทำกัน จนบางครั้งประชาชนเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าใครผิดใครถูกกันแน่!
ตั้งแต่กรณีการวิวาทะกันระหว่าง "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน กบอ.กับ "ผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์" กรณีกระสอบทราย
หรือกรณีการถอดยศของ "ทักษิณ ชินวัตร" กับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
แทนที่จะมุ่งเน้นการให้ความรู้นำความจริงมาบอกกับประชาชนแต่กลับไปนำเฉพาะประเด็นที่คู่กรณีเสียหายมาตีแผ่เท่านั้น
โดยนำความจริงเพียงครึ่งเดียวมาพูดให้สังคมสับสน!
และในสถานการณ์การเมืองที่จนมุมบวกกับเป็นช่วงเตรียมปรับคณะรัฐมนตรีมี "รัฐมนตรี" บางคนพยายาม "สร้างราคา" ให้แก่ตัวเอง เพื่อให้ "นายใหญ่" เห็นว่าคนอย่างเขาเหมาะสมกับตำแหน่งใหญ่ที่ใครๆ ต่างพากันหมายปอง
โดยเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังจะยื่นอภิปรายไม่มีใครจะทันเกมและตอบโต้ฝ่ายค้านได้ดุเดือดและดีเท่ากับเขา ดังนั้นเมื่อในรัฐบาลยังมองไม่เห็นใคร เมื่อมีคนมาอาสาเป็น "ม้าใช้" แม้จะดีเทียบเท่าม้าไม่ได้ การใช้ "ลา" แทนไปก่อนก็ถือว่ายังดีกว่าไม่มีเลย
นับจากนี้ไปให้จับตาดูการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่ถูกวิจารณ์นโยบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าว "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" พยายามจะ "เลี่ยง" การปะทะทางด้านการเมือง แม้ว่าจะมี ส.ส.และรัฐมนตรีบางคนพยายามเรียก "ศัตรูทางการเมือง" ให้ก็ตาม
ขณะเดียวกันทางทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลได้ส่งสัญญาณไปถึง "นายใหญ่" อย่าให้นำปัญหาตำแหน่งทางการเมืองมาเพิ่มความยุ่งยากให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะแค่การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ "ยิ่งลักษณ์" ก็ทำงานลำบากอยู่แล้ว หากนำปัญหาตำแหน่งทางการเมืองมาพ่วงอีกอาจทำให้รัฐบาลล้มได้
ดังนั้นการปรับคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ 3" จะเป็นการปรับตามจุดอ่อนของรัฐบาลโดยดูจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่กำลังจะมีขึ้น
และหลังปรับคณะรัฐมนตรีแล้วให้จับตา "เกมในสภา" เพราะทิศทางการเมืองในสภาจะโดดเด่น โดยเฉพาะเรื่องการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ
อาจเรียกได้ว่าเกมในสภาจะสร้างสีสันจนกลบปัญหาความล้มเหลวการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลและเป็นการแก้ปัญหาในสถานการณ์ "การเมืองจนมุม"!
...............
(หมายเหตุ : จับตาการแก้ปัญหา 'การเมืองจนมุม' : ขยายปมร้อน โดย...สมถวิล เทพสวัสดิ์)



