คอลัมนิสต์

เรียกร้องเพื่อสร้างสรรค์หรือทำลาย ?

เรียกร้องเพื่อสร้างสรรค์หรือทำลาย ?

12 ต.ค. 2555

เรียกร้องเพื่อสร้างสรรค์หรือทำลาย ? : กระดานความคิดตอนที่ 212 โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]

            ในสถานการณ์ของความเข้าใจว่าการถูกกระทำในกรณีใดก็ตาม การเรียกร้องความถูกต้องและได้รับการชดใช้อย่างเป็นธรรมคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ปฏิบัติ จะโดยถูกบังคับด้วยกฎหมายหรือการตกลงกันในความเห็นอกเห็นใจหรือความมีมนุษยธรรมซึ่งกันและกันเป็นกรณีๆ ไป หากการเรียกร้องนั้นเกิดขึ้นและเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยทั่วไปจะยอมชดใช้ด้วยเงินทองตามที่ตกลงกันทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก ฝ่ายที่เข้าใจว่าตนเป็นผู้ก่อหรือผู้กระทำคงจะโล่งอกสบายใจว่า ได้ดำเนินการให้ตามข้อเรียกร้องแล้วเรื่องคงจะจบสิ้น แต่หลายกรณีมิได้หมายความว่ามันจะจบสิ้นไปด้วยดี ที่ยอมชดใช้ให้เพราะถูกบังคับโดยกฎหมาย(หรือกฎหมู่..?)ในหลายๆ ครั้งเรื้อรังกันจนถูกถ่ายทอดเป็นความรู้สึกในความเลวร้ายต่างๆ จากอดีตกาลถึงลูกถึงหลานในปัจจุบัน บางกรณีกลายเป็นศัตรูถาวรกันอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นในยุคแห่งความเป็นอารยชน

             สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปในการชดใช้ความเสียหายทั้งปวงคือ “การเยียวยาจิตใจ” การเยียวยาคงมิได้หมายความว่าผู้กระทำและผู้ถูกกระทำจะพูดจาโอภาปราศรัยในคำพูดดีๆ ต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะ มีสื่อคอยออกภาพตามรายการข่าวในสถานีโทรทัศน์หรือข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเพียงประการเดียว กิจกรรมการไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนและจับเข่าคุยกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เห็นอกเห็นใจ เอื้ออาทรช่วยเหลือกันและกัน เป็นการสร้างความรู้สึกและลดอารมณ์ความบาดหมางในความผิดพลาด ความเจ็บปวดต่างๆ ในเรื่องที่เคยประสบให้เหลือน้อยที่สุด

             กระบวนการเหล่านี้จะสามารถปฏิบัติได้ดีที่สุดระหว่างประชาชนกับประชาชนกันเอง รองลงมาอาจจะมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่กำเนิดจากภาคประชาสังคมหรือถูกจัดขึ้นโดยประชาชนกันเอง ในนามกลุ่ม ชมรมอาสาสมัคร สมาคม มูลนิธิ สุดท้ายที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์คือส่วนหนึ่งของกิจกรรมข้างต้นรัฐบาลเป็นผู้ประสานหรือให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สาธารณะได้รับทราบว่ามีกลุ่มชมรม องค์กร สมาคมหรือมูลนิธิรับผิดชอบกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบต่อครอบครัวไหนอย่างไรที่ชัดเจน งานเช่นนี้คือการสร้างเครือข่ายที่ภาคประชาสังคมต่างๆ ในแต่ละพื้นที่จะมีความพร้อมมากกว่า ซึ่งหากแนวทางนี้ได้รับการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถร่วมกัน จะทำให้ภาพแห่งความเลวร้ายทั้งหลายจะกระเตื้องดีขึ้น
   
             ความไม่สบายใจและเกิดความสับสนในการเรียกร้องการเยียวยาจากรัฐเกิดขึ้นมานับตั้งแต่เหตุความไม่สงบที่ก่อตัวและแนวทางในการแก้ปัญหาจากภาครัฐที่เข้าใจโดยส่วนใหญ่ของสังคมในพื้นที่ว่า “รัฐมีหนทางเลือกในการแก้ปัญหาความไม่สงบโดยใช้ความรุนแรงเป็นหลักเพียงประการเดียวเท่านั้น” รัฐมีและใช้กฎหมายพิเศษต่างๆ มาเป็นเครื่องมือและสิ่งเหล่านี้คือปฐมเหตุสำคัญในการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นกลไกสำคัญในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและสิทธิมนุษยชนตามหลักการสากล และดูประหนึ่งว่าการเยียวยาจะหมายถึงการ “ตบหัวแล้วลูบหลัง” เท่านั้น
   
             การเรียกร้องให้มีการเยียวยาในภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการตอบสนองจากรัฐมาเป็นพิเศษ ? แต่ขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้น จนทำให้เกิดความสับสนและปั่นป่วนในครอบครัวของผู้มีสิทธิ์มากมาย ที่สำคัญแนวคิดการเยียวยาจากรัฐทำให้มีการเรียกร้อง(เงิน)อีกมากมายในพื้นที่ นอกจากเจ้าหน้าที่เกือบทุกภาคส่วนในเรื่องค่าตอบแทนประเภทต่างๆ แล้ว มีการกล่าวว่า... ในภาคเอกชนโดยเฉพาะในองค์กรทางศาสนาได้นำเสนอแนวทางการสนับสนุนจากรัฐในรูปแบบต่างๆ อาทิ การสนับสนุนค่าอุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวก อาคารสถานที่ ตลอดจนค่าตอบแทนต่างๆ จนทำให้ปรัชญาและวิถีดั้งเดิมของบางองค์กรหลักของสังคมถูกสั่นคลอนด้วยอำนาจเงินไปด้วย ในที่สุดแล้ว...
   
             เมื่อเป็นเช่นนี้จริงประชาชนจะไปพึ่งใคร(ได้อีก) จึงขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อมิให้สถาบันทางสังคมเหล่านั้นถูกกระทำโดยผู้นำบางคนในบางองค์กรที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและนำพาองค์กรสำคัญของสังคมเช่นสถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษาหลักดิ่งตกเหวไปตามๆ กัน...?