
สิทธิมนุษยชนคนต่างด้าว
สิทธิมนุษยชนคนต่างด้าว : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2555
ไม่ว่าใครก็ตามที่ติดตามข่าวความพยายามหาหลักฐานดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรมกับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ ย่อมจะแลเห็นว่า บรรดาพยานแห่งคดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวหรือชาวพม่ากะเหรี่ยง ตั้งแต่นายกะลาจนมาถึงนายโหย่ง หรือโย่ง ได้ออกมาเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณะอย่างไม่สะทกสะท้าน จะด้วยยินยอมพร้อมใจหรือไม่ก็ตาม แต่ภาพที่ปรากฏนั้นดูราวกับว่า พยานต่างด้าวเหล่านี้ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียเหลือเกินที่เปิดเผยหน้าตาตัวเอง แสดงท่าทางประกอบคำบอกเล่าให้นักข่าวช่างภาพโทรทัศน์ถ่ายทำกันจะจะ ประหนึ่งกำลังแสดงตามบทภาพยนตร์ที่มีผู้กำกับอยู่เบื้องหลังปานนั้น ขณะที่เกิดคำถามขึ้นในใจคนดูคนติดตามข่าวว่า เราได้เอาใจใส่กับพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน พ.ศ. 2546 หรือไม่
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 หมวดที่ 1 มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน มาตรา 6 วรรคสาม ระบุเอาไว้ว่า การคุ้มครองให้พยานได้รับความปลอดภัย ให้รวมถึงการจัดให้พยานอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย เว้นแต่พยานจะไม่ให้ความยินยอมและการปกปิดมิให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยานได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของพยานและลักษณะของคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง ดังที่ยกมา น่าจะพอเห็นภาพว่าประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก็คือ นายกะลากับนายโหย่งพยานในคดีหมอสุพัฒน์ควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้หรือไม่ โดยเฉพาะที่กฎหมายกำหนดการคุ้มครองพิเศษสำหรับคดีที่มีโทษจำคุกมากกว่า 10 ปีขึ้นไปเอาไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพยาน ผู้เสียหายทางคดี หรือแม้แต่จำเลยที่เป็นบุคคลต่างด้าว จะถูกเลือกปฏิบัติอยู่เสมอๆ ทั้งๆ ที่คนต่างด้าวเหล่านั้นอยู่ในราชอาณาจักรไทย ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยด้วย หากแต่ที่ผ่านมา กฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อเน้นให้ความคุ้มครองแก่สิทธิของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี คนชราหรือครอบครัว มักจะถูกละเลย ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติต่อคนต่างด้าว ราวกับฝนตกไม่ทั่วฟ้าเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนละเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ก็เป็นหนึ่งในกฎหมายที่ว่าด้วย "การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" ซึ่งควรเป็นการปฏิบัติอย่าง "สากล"
การคุ้มครองพยานไม่ได้หมายความเพียงดูแลพยานจากการข่มขู่คุกคามโดยผู้ต้องหาเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึง "รูปคดี" ที่พยานอาจทำให้บิดเบนไปได้ อย่างเช่น กรณีกลับคำให้การในภายหลัง การหลบหนี ฯลฯ กรณีที่นายกะลาและนายโหย่งไม่ได้รับการปฏิบัติตามหลักสากลนี้ นอกจากตัวบุคคลทั้งสองจะไม่ใส่ใจกับความปลอดภัยของตนเองแล้ว ประเด็นที่จะต้องพินิจพิจารณาก็คือ เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติต่อเขาทั้งสองเยี่ยงบุคคลทั่วไป ซึ่งมีสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนไทย ทั่วไปหาไม่แล้ว การสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมดังนี้ ก็จะไม่ต่างกับพฤติกรรมซึ่งถูกระบุว่าโหดร้ายป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งสองมาก่อนหน้า



