คอลัมนิสต์

การบังคับใช้กม.และหลักการปชต.ของไทย

การบังคับใช้กม.และหลักการปชต.ของไทย

08 ต.ค. 2555

การบังคับใช้กฎหมายและหลักการประชาธิปไตยของไทย : กระดานความคิดโดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

              เมื่อพูดถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนส่วนใหญ่จะทราบกันดีว่าการบังคับใช้กฎหมายของทุกประเทศนั้นมีปัญหา และขอบเขตของระดับของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เหมือนกัน นี่คือหัวใจสำคัญของปัญหา เพราะเมื่อทุกประเทศยอมรับในเรื่องการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกร่วมกัน แต่ก็มีการถกเถียงกันในรายละเอียดว่าข้อจำกัดนั้น มีระดับขนาดไหน มีวิธีการอย่างไร นอกจากนั้นยังเกิดข้อสงสัยต่อไปว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าการที่ประเทศหนึ่งถือว่าเรื่องนั้นต้องจำกัดเสรีภาพ แต่อีกประเทศหนึ่งถือว่าเรื่องนั้นต้องไม่จำกัด ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดหรือเป็นฝ่ายถูกกันแน่
   
              หลายประเทศในประเทศตะวันตก เสรีภาพในการแสดงออกมีมาก ถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์ต่อศาสนาของประเทศไหนๆ ก็ได้ รวมทั้งศาสนาคริสต์เองด้วย มีการฉายหนังโป๊ได้อย่างเปิดเผย, โสเภณีเช่าตู้ขายบริการตั้งริมถนน, ชายรักร่วมเพศกอดจูบกันในที่สาธารณะได้ แต่ในประเทศมุสลิม อย่าว่าแต่ทำโดยแสดงออกอย่างเปิดเผยเลย แม้กระทำในที่ลับตัวต่อตัวด้วยความยินยอมก็เป็นความผิดอาญาร้ายแรง เพราะขัดต่อหลักศาสนาและกฎหมายอิสลามอย่างรุนแรง เหมือนกับที่เราเห็นตัวอย่างการประท้วงภาพยนตร์ที่หมิ่นประมาทศาสนาอิสลามอยู่ในปัจจุบันนี้ และเรื่องแบบนี้ทางประเทศตะวันออกที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมก็ยังไม่ยอมรับเช่นกัน
   
              ดังนั้น ปัญหาข้างต้นจึงไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด มันจึงกลายเป็นลักษณะพิเศษของประชาธิปไตยในวิถีของแต่ละประเทศ จะมีข้อจำกัด มีวิธีทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของประเทศตนเอง เพราะการที่แต่ละประเทศมีสังคมที่มีวัฒนธรรมและจริยธรรมที่หลากหลายแตกต่างกันนั้นถือว่าเป็นความหลากหลายที่โลกต้องการ
   
              การยอมรับและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เคารพวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของสังคมอื่น ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ฟังเหตุ ฟังผล เข้าใจว่าความเป็นประชาธิปไตยก็ดี ความเสมอภาคก็ดี เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกก็ดี ทั้งหมดย่อมแตกต่างกันไปตามประเทศ ตามสังคม ตามวัฒนธรรมและจริยธรรมของคนส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศและแต่ละสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเข้ามาควบคุมบังคับให้อีกประเทศหนึ่งเป็นไปตามแบบของตนเองไม่ได้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นระหว่างประเทศเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในของแต่ละประเทศก็คงมีข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมขึ้นมาได้เช่นกัน เช่นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
   
              ข้อสำคัญที่สุดคือพื้นฐานทางวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แต่ละเผ่าพันธุ์จะแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่หลักประชาธิปไตยสำคัญ 3 อย่าง คือ ความเสมอภาพ, เสรีภาพ และการบังคับใช้กฎหมาย ในแต่ละประเทศจะต้องมีอยู่ มีมาตรฐานกำกับ ไม่ถูกทำลายลงไป ทั้ง 3 เรื่องนี้จะแตกต่างหรือผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปบ้างก็ได้แต่ต้องไม่มากจนเกินไปในประเทศที่มีรัฐบาลเดียวกัน
   
              วันนี้ประเทศไทยเรากำลังก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่ขาดมาตรฐานในเรื่องความเสมอภาค, เสรีภาพ และการบังคับใช้กฎหมายไปแล้ว เมื่อระบบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจนในกลุ่มข้าราชการทั่วๆ ไป การก่อตัวขึ้นของรัฐตำรวจที่ลุกลามขนาดเข้าไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมโดยปราศจากความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง นอกจากนั้นยังก้าวล้ำเข้าไปเกือบทุกตำแหน่งในกระทรวงยุติธรรม, การเลือกข้างของกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นที่จะให้คุณต่อกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล ให้โทษต่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล, การครอบงำสื่อกระแสหลัก, การรุกล้ำสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วย เช่นกรณีคนเสื้อแดงไปประท้วงนิด้า เรื่องการประกันราคาข้าว ฯลฯ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะทำให้ค่านิยมของประเทศชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางลบมากขึ้น “ถ้าทำชั่วแล้วได้ดี” ขึ้นมา มีตัวอย่างให้พบเห็นได้มากมาย ประเทศชาติก็จะไปไม่รอด เมื่อคนส่วนใหญ่หันไปทำชั่วกันหมด เมื่อถึงตอนนั้นก็อย่าไปหวังเลยครับว่าจะมีใครที่มีความสุขขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนมีเงินหรือไม่มีเงิน ไม่ว่าจะเป็นคนสีแดงหรือสีอื่นๆ ทุกคนต้องรับทุกข์เท่าเทียมกันหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
   
              “ไม่มีใครมีความสุขไปกว่าใครเลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องการจะรวบอำนาจเผด็จการ หรือคนที่ถูกลงโทษอย่างทารุณ ทั้ง 2 คนมีความทุกข์ด้วยกันทั้งคู่ จะเรียกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความสุขก็ไม่ได้ แต่คนที่มีความทุกข์กว่าก็คือ คนที่หลบหนีไปสร้างอำนาจจนกลายเป็นทรราชในที่สุด” :โสเครติส