
พายุข่าวสาร
พายุข่าวสาร : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ในห้วงยามอันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พายุโซนร้อน "แกมี" จากทะเลจีนใต้ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และเริ่มระโหยโรยฤทธิ์ลงเป็นหย่อมความกดอากาศในช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม หากแต่ดูเหมือนคำเตือนจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กลับทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับราวกับพายุไต้ฝุ่น หรือทอร์นาโดเลยทีเดียว เริ่มจากเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งรู้แน่ชัดว่าพายุโซนร้อนแกมีจะเคลื่อนเข้าไทย และกรุงเทพฯ ในวันเวลาใด นายปลอดประสพแนะนำประชาชนในเมืองหลวงว่า ระหว่างวันที่ 7- 9 ตุลาคม ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าออกจากบ้าน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ต่อมา ระหว่างการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด 40 จังหวัดที่พายุแกมีจะพาดผ่าน ตั้งแต่ภาคอีสาน เหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันตก ใต้ตอนบนลงไปถึงระนอง ประธานกบอ.ได้กล่าวเตือนชาวเรือประมงที่บริเวณ จ.เพชรบุรี ไม่ให้นำเรือออกจากฝั่ง เข้มงวดกันถึงขนาดว่า ถ้าใครขัดขืนก็ให้จับกุมดำเนินคดีได้ทันที เหตุที่ต้องกำชับกันเช่นนี้ เพราะเชื่อว่า จะเกิด สตอร์มเซิร์จ ขึ้นที่บริเวณจังหวัดชายทะเลแห่งนั้น โดยในทางวิชาการ สตอร์ม เซิร์จ มีความเร็วลมที่ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดคลื่นสูง 2.2-4.5 เมตร อย่างเช่นในคราวที่เคยเกิดพายไต้ฝุ่นเกย์ เมื่อปี 2532 พายุลินดา เมื่อปี 2540 และที่กลายเป็นฝันร้ายของคนไทยก็คือ พายุโซร้อนแฮเรียต ที่ถล่มแหลมตะลุมพุกราบคาบ เมื่อปี 2505
ขณะเดียวกัน นายสมิทธ ธรรมสโรช กรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และประธานมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่เอ่ยถึงความร้ายแรงสตอร์มเซิร์จบริเวณอ่าวไทย กลับเห็นไปทางตรงกันข้ามว่า เมื่อพายุโซนร้อนแกมีเข้าเขตกัมพูชาแล้วยังไม่สลายตัวก็จะเป็นพายุดีเปรสชัน หรือหย่อมความกดอากาศ ซึ่งจะทำให้บริเวณภาคอีสานกับภาคตะวันออกได้รับผลกระทบ เกิดภาวะฝนหนัก แต่สำหรับกรุงเทพฯ ฝนจะไม่ตกหนักเท่ากับที่ กบอ.ประเมินจนทำให้ประชาชนตกใจ เพราะใน กบอ.มีนักวิชาการและนักวิชาเกินอยู่เป็นจำนวนมาก หลายสำนักแข่งขันกันพยากรณ์จนคนเวียนหัว อย่างไรก็ตาม อยากให้จับตาพายุพระพิรุณที่กำลังก่อตัวอยู่ทางตะวันออกของเกาะฟิลิปปินส์มากกว่า เพราะมีขนาดใหญ่และรุนแรงกว่า
จากปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรง และไปไกลเกินกว่าการพยากรณ์คาดการณ์ธรรมดา หรือแม้แต่อิทธิพลของพายุที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ทางหนึ่งอาจมีความเห็นว่า ควรจะต้องส่งเสียงเตือนในลักษณะที่เรียกกันว่า ทำเกินดีกว่าทำขาด หรือใช้กรณี "เลวร้ายที่สุด" เป็นโจทย์เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายได้ทำงานกันอย่างแข็งขันและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในทางลบที่ กบอ.หรือบรรดานักวิชาการและนักวิชาเกินอย่างที่นายสมิทธเรียกขานพึงสังวรไว้ด้วยเช่นกัน ก็คือ นิทานอีสปว่าด้วยเรื่อง "เด็กเลี้ยงแกะ" ด้วยถ้าหาก กบอ.ส่งคำเตือนที่รุนแรงเกินจริงซ้ำๆ บ่อยๆ เข้า จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคำเตือนเหล่านั้นจะกลายเป็นเรื่องขบขันชวนหัวไปวันๆ แม้ว่าท้ายที่สุดวินาศภัยได้เข้ามาใกล้ตัวทุกคนแล้วก็ตาม นั่นย่อมหมายถึง โศกนาฏกรรมที่มีแต่ความสูญเสียและคราบน้ำตา



