คอลัมนิสต์

เมินคำขู่วันศุกร์'ชนะศึกแต่จะแพ้สงคราม'

เมินคำขู่วันศุกร์'ชนะศึกแต่จะแพ้สงคราม'

08 ต.ค. 2555

เลขาฯสมช.เมินคำขู่วันศุกร์ 'ชนะศึกแต่จะแพ้สงคราม' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

              สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงไม่กระเตื้องขึ้น เพราะยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด คำขู่ของกลุ่มโจรที่ประกาศิตห้าม "ขายของวันศุกร์" ก็ทำให้บรรยากาศในพื้นที่ และลุกลามมาถึง 4 อำเภอของ จ.สงขลา แทบจะกลายเป็นเมืองร้างในวันศุกร์ สะท้อนถึงระดับความมั่นของประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้เป็นอย่างดี
   
              พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(เลขาธิการ สมช.) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เผยวิสัยทัศน์ในการดับไฟใต้ต่อ "คม ชัด ลึก" ว่า สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาจะต้องใช้ภาคประชาชนเข้ามาเป็นตัวหลัก รวมถึงผู้นำศาสนาที่จะสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐจะทำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
   
              ทั้งนี้ ยุทธวิธีของกลุ่มโจรไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร และเป็นวิธีการรุนแรงแบบเดิม แต่เราจะต้องเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติการ หรือต่อต้านได้เร็วขึ้น และที่สำคัญคือการป้องกัน หากจุดไหนรู้ว่ากลุ่มโจรจะเข้าไปข่มขู่ เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปชาร์จก่อน ซึ่งการข่าวในลักษณะแบบนี้มีตลอด แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติการที่ต้องเร็วกว่านี้
     
              พล.ท.ภราดรระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถเกาะติดไปถึงกลุ่มคนเหล่านี้ได้แล้ว แต่กระบวนการจัดการทำได้ลำบาก เพราะขบวนการที่อยู่เบื้องหลังอยู่นอกประเทศ และเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การควบคุมลำบาก เพราะการสื่อสารไปเร็วมาก ทำให้กลุ่มโจรสามารถเล่น “ไอโอ” หรือ "ปฏิบัติการทางจิตวิทยา" กระจายข่าวเท็จไปยังพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
   
              พล.ท.ภราดรกล่าวว่า เกาะติดงานด้านการข่าวมาตลอดเวลาเกือบ 20 ปี  มีการประสานความร่วมมือกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพียงแต่กลุ่มโจรมีการพัฒนาการก่อเหตุได้เร็ว และมีการกระจายตัวเพื่อจำกัดการทำงานของเจ้าหน้าที่
   
              "ตอนนี้บัญชีดำของกลุ่มโจรในพื้นที่เต็มไปหมด แต่กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวหลัก เป็นเพียงแนวร่วมปฏิบัติการ ส่วนตัวหลักแม้ว่าจะมีไม่เยอะ แต่ก็สาวไปไม่ถึง เพราะอยู่นอกประเทศ ตอนนี้กลุ่มโจรใช้ 2 เว็บไซต์ในการโจมตีรัฐบาล คือ เว็บไซต์พูโล กับ Ambranews.com  ดังนั้น เราจะต้องต่อสู้ด้านเทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารด้วย”
   
              พล.ท.ภราดรระบุว่า งานด้าน "การข่าว" ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดับไฟใต้ ซึ่งประสิทธิภาพด้านการข่าวเวลานี้ถือว่ารับได้ แต่จะต้องพัฒนาให้มากขึ้น ทั้งนี้ การแยกการปฏิบัติเป็นเรื่องปกติของงานด้านการข่าว แต่เมื่อการข่าวขึ้นมาถึงระดับบนแล้วก็จะต้องมีการตกผลึกกันอีกครั้งหนึ่ง โดยรัฐบาลและสมช.มีนโยบายในการเพิ่มความเข้มข้นในการวิเคราะห์ข่าวให้คมชัดยิ่งขึ้น
   
              "แม้ว่าข่าวจะตรงกับสถานการณ์ แต่ไม่ทันเวลา มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้นจะต้องทำให้ทันเวลาในการปฏิบัติ ทั้งนี้ ยอมรับว่าการข่าวอาจจะไม่ทันโจรเสมอไป เพราะโจรมีการเปลี่ยนยุทธวิธีตลอดเวลา และเป็นข้าศึกที่เรามองไม่เห็น ซึ่งบางทีเรายังคิดว่าเรากำลังรบอยู่กับใคร ดังนั้น จะต้องไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง หรือมาสเตอร์มายให้ได้"
   
              ส่วนการข่มขู่ห้ามขายของในวันศุกร์นั้น เลขาธิการ สมช. มองว่า กลุ่มโจรรู้ช่องทาง และนำใบปลิวไปแจกในจุดที่สามารถกระจายข่าวไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งประชาชนบางส่วนก็หวาดหวั่นกับเหตุการณ์พวกนี้อยู่แล้ว แต่มองว่าการข่มขู่ของโจรจะชนะเจ้าหน้าที่ได้ในเบื้องต้นเท่านั้น
   
              "การที่ประชาชนหยุดค้าขายกันในวันศุกร์ เพราะเกิดอาการกลัว ไม่ได้หยุดเพราะเกิดความศรัทธา ขณะเดียวกันเมื่อการข่มขู่ไปถึงระดับหนึ่งแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่มีพัฒนาการทางยุทธวิธีและสามารถไล่ติดตามได้ รวมถึงประชาชนเริ่มอึดอัดก็จะเป็นแหล่งข่าวย้อนมาให้กับเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการกับกลุ่มโจรเอง"
   
              เลขาธิการสมช.ย้ำว่า ยุทธวิธีนี้เหมือนกับ "ชนะศึก" ในเบื้องต้น แต่สุดท้ายก็จะ "แพ้สงคราม" ไปเอง โดยขณะนี้กลุ่มโจรพยายามประโคมข่าวว่ารัฐไทยให้ความคุ้มครองไม่ได้ ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้จะได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่ฝืนความเป็นจริงไม่ได้ ประชาชนจะต้องกินต้องใช้ การปิดร้านทำให้ขาดรายได้ ดังนั้นประชาชนเขาจะยอมในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
   
              "ตอนนี้เราใช้ยุทธวิธีแนวรุกเข้าไปในพื้นที่ และไล่ติดตามคนกลุ่มโจรเพื่อจำกัดพื้นที่ของเขาอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เขาพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้ และใช้ทฤษฎีความรุนแรงเป็นตัวบังคับ แต่หลักการก่อการร้ายของทั่วโลก เมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาพการถูกบังคับก็จะหันเข้ามาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น" เลขาธิการสมช. กล่าวด้วยความมั่นใจ
   
              พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงการข่มขู่ห้ามขายของวันศุกร์ว่า ในทางยุทธวิธีคงไม่มีการปรับแผน เพราะที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการอย่างเต็มที่แล้ว แต่อยากให้สื่อมองด้วยว่า เราตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามในการประโคมข่าวทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าความเป็นจริงหรือไม่ แม้แต่ตนยังอดคิดไม่ได้ว่าบางครั้งเราประชาสัมพันธ์ให้ฝ่ายตรงข้ามหรือไม่
   
              "เรื่องนี้ทางฝ่ายความมั่นคง ผู้นำศาสนา และสื่อมวลชนได้นำเสนอหลักการทางศาสนาที่ถูกต้องไปแล้ว ส่วนกำลังของเราก็ได้เดินลาดตระเวน และทำความเข้าใจตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนในการใช้วิจารณญาณว่าจะเลือกเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเรียกร้องให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในตัวเจ้าหน้าที่รัฐ

 

..........................

(หมายเหตุ : เลขาฯสมช.เมินคำขู่วันศุกร์ 'ชนะศึกแต่จะแพ้สงคราม' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)