
จำนำข้าว:คนในชาติได้อะไร
จำนำข้าว:คนในชาติได้อะไร : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2555
โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดของรัฐบาล ตันละ 15,000 บาท กลายเป็นเรื่องร้อนทางการเมืองที่ถูกหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาสุดท้ายจะเป็นการสร้างปัญหาทั้งเรื่องกลไกตลาดที่บิดเบี้ยว เนื่องจากการเข้าไปผูกขาดตลาดข้าว และเม็ดเงินที่นำไปใช้ในรอบปีการผลิต 2555/2556 จำนวนมหาศาล 4.05 แสนล้านบาท จากงบประมาณของประเทศ ก็จะกลายเป็นหนี้สาธารณะตกเป็นภาระของประชาชนทั้งประเทศ จากความผิดพลาดในการบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยจากพรรคเพื่อไทย
ดูเหมือนเสียงเตือนจากเหล่านักวิชาการ นักการเมือง หรือองค์กรต่างๆ ให้รัฐบาลทบทวนโครงการดังกล่าวจะเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาที่มาสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้นำประเทศและรัฐบาล ซึ่งมีธงปักไสวอยู่นอกประเทศ กำชับให้เดินหน้าโครงการประชานิยมนี้อย่างไม่ลดละ ไม่ฟังแม้กระทั่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ออกมาระบุรัฐบาลจะพังก็เพราะเรื่องจำนำข้าวนี้
ไม่เพียงเพราะชื่อและวิธีการที่ดูประหลาด ซึ่งการจำนำนั้นจะต้องต่ำกว่าราคาจริง แต่รัฐบาลกลับให้ราคาจำนำสูงกว่าตลาด แล้วอย่างนี้จะมีใครไถ่ถอน และหากรัฐบาลยังขายข้าวไม่ได้ก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงมาก ที่สำคัญข้าวที่มาจำนำก็มีทั้งของจริงและสต็อกลม ไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้ ที่สำคัญผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ ก็ไม่ใช่ชาวนา แต่กลับเป็นนายทุน กลุ่มโรงสีที่เกี่ยวเนื่องกับคนของรัฐ ข้าราชการ รวมทั้งนักการเมืองที่รับไปเนื้อๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจับกุมการทุจริตให้เห็นในหลายพื้นที่
แต่ที่น่าแปลกใจเห็นจะเป็นแนวคิดของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลับยอมรับว่า การสวมสิทธิ์ข้าวนั้นเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องแก้ไข แต่วัตถุประสงค์หลักคือ 80 คะแนนคือชาวนาได้เงิน อีก 20 คะแนนคือการทุจริต เป็นการตอกย้ำว่า ยอมให้มีการทุจริตได้ ทั้งที่จริงแล้วความคิดดังกล่าวไม่สมควรที่จะออกมาจากปากของใคร โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นเสนาบดีบริหารประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาย้ำเตือนชี้ช่องไปแล้ว
หากมองย้อนกลับไป โครงการรับจำนำข้าวในรอบปีการผลิต 2554/2555 รัฐบาลใช้งบประมาณในการนี้ไปจำนวน 3.46 แสนล้านบาท เมื่อเปิดช่องทุจริต 20% ก็จะพบความสูญเสียไปถึง 69,200 ล้านบาท และความสูญเสียในปีนี้ 81,000 ล้านบาท เมื่อรวมสองรอบปีการผลิตปรากฏตัวเลขที่น่าตกใจในการทุจริตถึง 150,200 ล้านบาท ที่ประเทศชาติและประชาชนรับความเสียหาย จากที่มีการประเมินความเสียหายกันว่าจะขาดทุนจากโครงการนี้อย่างน้อย 1 แสนล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังทำลายระบบการปลูกและซื้อขายข้าวของไทย ทำให้ชาวนาปลูกข้าวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ โดยเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว
รัฐบาลควรจะมีใจเป็นธรรม เปิดใจกว้างรับการตรวจสอบรับฟังเสียงแตกต่างของสังคม นายกรัฐมนตรีประกาศเรียกร้องให้ทุกองคาพยพของชาติร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นถือเป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นเจตนารมณ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับ โครงการดังกล่าวไม่สามารถตอบโจทย์ให้แก่ทุกฝ่ายได้ จึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข เนื่องจากการดำเนินการโครงการ 1 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะรู้ปัญหาว่าเป็นอย่างไร หากจะมีการปรับรูปแบบ วิธีการ หรือยกเลิกเพื่อให้ดีขึ้นก็ต้องทำ อย่าเปิดช่องให้มีการทุจริตไม่ว่าจะข้าวหนึ่งเม็ดหรือเงินแค่บาทเดียว



