คอลัมนิสต์

ประชานิยมรับจำนำข้าว

ประชานิยมรับจำนำข้าว

04 ต.ค. 2555

ประชานิยมรับจำนำข้าว : บทบรรณาธิการประจำวันที่4ตุลาคมพ.ศ.2555

              รัฐบาลชุดปัจจุบันยังดำเนินนโยบายประชานิยมต่อเนื่องมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2544 เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้คะแนนเสียงนิยมทางการเมืองอย่างท่วมท้น โดยมีเหตุผลเพื่อเปิดโอกาสให้คนชนชั้นล่างได้เข้าถึงแหล่งทุน มีบริการพื้นฐานด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆ อย่างพร้อมสรรพ ซึ่งมีกลุ่มนักวิชาการมากมายออกมาเตือนให้ระวังเพราะนโยบายประชานิยมเท่าที่มีการนำมาใช้ในประเทศต่างๆ ปรากฏว่าทำให้ระบบเศรษฐกิจอ่อนแอถึงขั้นล่มสลายได้ ต้องทำด้วยความรอบคอบและควบคุมไม่ให้เกิดภาระด้านระบบคลังของประเทศ อย่ามองมิติการเมืองด้านเดียว
 
              โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่กำลังเป็นปมร้อน ถ้าจะพิจารณาถึงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตร การที่รัฐเข้าไปแทรกแซงตลาดย่อมกระทำได้ เมื่อราคาตกต่ำเกิดความเดือดร้อนต่อเกษตรกร เป็นการเข้าไปพยุงในช่วงสั้นๆ ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ผลผลิตการเกษตรราคาตกเพราะปริมาณออกสู่ตลาดมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่รัฐบาลชุดนี้กลับทำในเชิงการเมืองหรือเปล่า ทำให้โครงสร้างของระบบการค้าข้าวบิดเบี้ยว อีกทั้งราคารับจำนำกลับสูงกว่าราคาในท้องตลาด เท่ากับรัฐกำลังดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวในแบบประชานิยม โดยขาดความใส่ใจในผลกระทบต่อระบบการคลังที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเข้ามาใส่ในโครงการและสร้างภาระหนี้มหาศาล ส่งออกก็ขาดทุนเก็บไว้ก็เจ๊ง แม้จะพยายามอธิบายว่าขายข้าวออกยามราคาสูง
 
              การรับจำนำข้าวโดยคำนึงผลเลิศด้านการเมือง มากกว่าระบบและกรอบการเงินการคลังนั้น นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ทักท้วงไว้ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อดีต รมว.คลัง เตือนว่านโยบายด้านการเงินการคลังของรัฐบาลที่ต้องระวังมีเรื่องการแทรกแซงกลไกตลาดสินค้าการเกษตร โดยการรับจำนำข้าวขัดต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ หรือกรณี นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีและกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ก็ยังวิจารณ์โครงการรับจำนำข้าวว่าจะทำให้รัฐบาลพังได้ เพราะยังมีปมสำคัญอีกประการคือการคอร์รัปชั่นที่ได้กันทั่วหน้า ทั้งฝ่ายการเมือง พ่อค้า โรงสี โดยการตรวจสอบทำได้ยาก
 
              ผลิตผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำ ไม่ใช่มีแต่ข้าว เริ่มมีการเรียกร้องจากกลุ่มเกษตรกรอื่น อย่างเช่นเกษตรกรฟาร์มไข่ให้รัฐบาลรับจำนำไข่ จึงมีคำถามว่ารัฐจะสามารถช่วยพยุงเกษตรกรทุกกลุ่มได้หรือไม่ มีคำพูดตอบโต้กลุ่มที่ออกมาคัดค้านการรับจำนำข้าวว่าไม่อยากเห็นชาวนารวยบ้างหรืออย่างไร ถ้าอย่างนั้นก็ต้องช่วยทุกกลุ่มให้รวยด้วยหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่รัฐต้องตระหนักคือ การช่วยเหลือสามารถกระทำได้ แต่ต้องไม่บิดเบือนกลไกตลาด ต้องไม่ใช้ประชานิยมสร้างคะแนนเสียง และต้องพัฒนาแบบยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย เพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรกรของประเทศ สร้างกลไกทุกส่วนให้สมดุล จัดระบบต้นทุน การตลาด ให้มีความโปร่งใส และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่สิ่งที่รัฐบาลกระทำอยู่นั้นสังคมย่อมมีคำตอบแล้ว