
อำนาจของผู้บัญชาการ
อำนาจของผู้บัญชาการ : โลกตำรวจโดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
หวนรำลึกถึงจ่าเพียร หรือ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นายตำรวจใต้ผู้กล้าแต่ไร้เส้น
นายตำรวจบ้านนอกคนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทเต็มความสามารถสมกับบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาตลอดชีวิต วอนขอความเป็นธรรมจากนายในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตการรับราชการแต่กลับไม่รับการเหลียวแล
จวบจนวันที่ร่างถูกคลุมด้วยธงชาติ เรื่องราวการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบการบริหารงานของตำรวจถูกตีแผ่จนทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรู้สึกหดหู่สังเวชใจร่วมด้วย...จ่าเพียร อยู่ในสายตานายได้ก็ต่อเมื่อร่างของเขาไร้วิญญาณ แต่ความสนใจของบรรดานายๆ ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามวงจร(อุบาทว์)แบบเดิมๆ
ในห้วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่เหล่าบรรดานายๆ ระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังมีความสุขอิ่มเอมใจกับการเข้ารับตำแหน่งใหญ่อันทรงเกียรติที่มีคำว่า "บัญชาการ” อยู่ในชื่อตำแหน่ง แต่ก่อนที่ท่านจะย้ายเข้าไปนั่งในห้องทำงานที่ได้รับการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม พร้อมทั้งมีการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยเพื่อให้ชีวิตของท่านรุ่งโรจน์ เจริญรุ่งเรือง ไม่พบปัญหาอุปสรรคขวางหนามจนทำให้ชีวิตราชการสะดุดลงเหมือนอดีตนายตำรวจใหญ่รุ่นพี่ทั้งหลาย ขอให้ท่านได้โปรดนำเรื่องราวความทุกข์ของบรรดาลูกน้องผู้กล้าที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังสุดความสามารถสมศักดิ์ศรีและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจไทยประทับลงในจิตใจของท่านเพื่อเตือนใจเตือนสติท่านว่า...ท่านจะไม่มีทางมีวันนี้หากท่านไม่มีลูกน้องที่ทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อท่าน
หากวิเคราะห์ด้วยปัญญาจะเห็นว่า ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้มามิใช่จากพี่ให้ มิใช่จากนักการเมืองให้ แต่ในความเป็นจริงแล้วลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน และประชาชนต่างหากที่มอบอำนาจอันทรงเกียรตินี้ให้แก่ท่าน
อำนาจในมือท่านถูกผูกโยงด้วยความหวังของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในภาวะไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน...ที่มุ่งหวังให้ท่านใช้อำนาจในทางที่ชอบ ใช้อำนาจที่เป็นธรรม ทั้งอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย และอำนาจในการสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานในองค์กรตำรวจ เพื่อเสริมพลังอำนาจของเหล่าบรรดาตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านให้ใช้อำนาจที่ถูกต้องและเป็นธรรมเช่นเดียวกับท่านด้วย
ความเข้าใจที่ผิดพลาดว่ายศถาบรรดาศักดิ์ในวันนี้มาจากนักการเมืองอาจทำให้กระบวนทัศน์และท่าทีในการทำงานของท่านบิดเบือนจากการทำหน้าที่ของตำรวจ กลายเป็นการมุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์และปฏิบัติตัวไม่แตกต่างจากนักการเมืองโดยลืมนึกถึงภารกิจหลักของตำรวจในการรักษาความสงบภายใน(มิใช่การอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต) จนกระทั่งแม้แต่นายตำรวจระดับชั้นประทวน ยังตั้งคำถาม "เป็นตำรวจนอกเหนือจากจับขโมยแล้วที่ผ่านมาต้องจับช้าง จับงู เดี๋ยวนี้ต้องลอกท่อด้วยเหรอ?”
"อำนาจ" ใช้ให้เป็นก็เป็นคุณ แต่ในขณะเดียวกันอำนาจก็อาจเป็นโทษต่อผู้ครอบครองด้วย ดังจะเห็นได้ว่าผู้ที่อยากมีอยากได้อำนาจและพยายามหาวิธีให้ได้มาซึ่งอำนาจ แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมก็มักจะติดกับดักของ "ภาวะเหลิงอำนาจ" ที่มักหลงผิดคิดว่าจะชี้เป็นชี้ตายใครได้และหลงผิดคิดว่าคนที่อยู่ใกล้ตัว(ตามที่สื่อมวลชนมักเรียกว่าวอลเปเปอร์)คือกัลยาณมิตรโดยลืมสุภาษิตไทยโบราณที่สอนว่า "รู้หน้าไม่รู้ใจ”
นายใหญ่อาจจะลืมไปว่า เมื่อคราวที่ตนเองเป็นลูกน้องนั้นรู้สึกและปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเห็นนายสร้างภาพ ...ผลงานที่ลูกน้องสร้างขึ้นกลายเป็นผลงานที่นายนำไปเสนอสื่อและไม่เคยปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่ลูกน้อง ไม่เคยตรวจเยี่ยม กำกับดูแลให้คำปรึกษางานราชการแก่สถานีตำรวจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพักที่ไม่มีแหล่งผลประโยชน์ในพื้นที่ สแกนแหล่งผลประโยชน์ทุกตารางเซนตินิ้วและบริหารจัดการส่งตำรวจ(สมุน)คู่ใจมาทำหน้าที่แทนโดยอ้างความชอบธรรม ความเหมาะสม นิยมพบปะสังสรรค์กับพ่อค้า นักการเมือง ผู้มีอำนาจ(และอิทธิพล)พร้อมทั้งให้การดูแลช่วยเหลืออย่างเป็นมิตร
แต่สำหรับลูกน้องคนเล็กๆ ในโรงพักเล็กๆ หรือประชาชนคนเล็กๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน....ไม่เคยสัมผัสตัวจริงเสียงจริง...โปรดพบผมผ่านจอทีวีครับท่าน!



