
กฎเหล็กกับกระบอกเสียง
กฎเหล็กกับกระบอกเสียง : มนุษย์สองหน้าโดยแคน สาริกา
คืนหนึ่งผมได้ดูบันทึกภาพเหตุการณ์หน้ากองปราบปรามจากทีวีดาวเทียมช่องหนึ่ง ซึ่งได้นำสัญญาณภาพมาจาก "ช่อง 13 สยามไท" คลิปภาพชุดนี้ไม่ได้มีการเผยแพร่มากนัก ทั้งในสื่อหลักหรือสื่อทางเลือก
มันเป็นรายงานข่าวดิบที่ไม่มีการตัดต่อหรือกรองข้อมูล นั่งดูแล้วก็เศร้า ไม่นึกว่าบ้านเราเมืองเราจะถอยหลังไปได้ไกลขนาดนี้
จากกรณี "25 กันยายน" หน้ากองปราบปราม ทำให้ผมนึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบกำกับดูแลเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านสื่อ โดยเฉพาะ "สื่อการเมือง"
กสทช.กำลังยกร่างหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมเนื้อหาของสื่อการเมืองประเภทต่างๆ โดยเฉพาะทีวีดาวเทียมและวิทยุชุมชน ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนเข้าไปยัง กสทช.จำนวนมากว่าหลายรายการมีเนื้อหาเชิงยั่วยุ ปลุกระดม ให้ข้อมูลเท็จ และมีอคติอย่างชัดเจน
หลักการสำคัญๆ ที่จะบรรจุอยู่ในหลักเกณฑ์ หรือ "กฎเหล็ก" เพื่อควบคุมสื่อการเมือง ประกอบด้วย
- หลักการที่เป็นข้อห้าม ได้แก่ ห้ามใช้คำพูดยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม หรือเรียกคนไปชุมนุม
- หลักการเกี่ยวกับรายการประเภทข่าว ต้องรายงานข่าวอย่างเดียว ไม่สอดแทรกความคิดเห็นของผู้จัดรายการเข้าไป
- หลักการเกี่ยวกับรายการประเภทวิเคราะห์ วิจารณ์ ได้แก่ การวิจารณ์ต้องมีรูปธรรมรองรับ ไม่ควรสรุปเอง หากต้องการสรุปควรให้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เป็นผู้สรุป โดยผู้จัดรายการต้องไม่พูดบนความว่างเปล่า
- หลักการเรื่องความเท่าเทียม รอบด้าน เนื่องจากประเด็นการเมืองหรือประเด็นทางสังคมมักมี 2 ด้านเสมอ จึงต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายมาให้ความเห็น หรือให้โอกาสทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน โดยอาจไม่จำเป็นต้องออกอากาศพร้อมกัน
จากบทสัมภาษณ์ "พล.ท.พีระพงษ์" ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ทราบว่ามีการยกร่างหลักเกณฑ์เบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งให้กรรมการชุดใหญ่พิจารณา
ขั้นตอนต่อไปก็จะนำไปประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง คือนักจัดการรายการ ตลอดจนเจ้าของสื่อต่างๆ และองค์กรวิชาชีพ จากนั้นจะนำข้อสังเกตมาปรับถ้อยคำ ก่อนออกกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพื่อบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
มันเป็นข่าวดีแน่นอนที่ กสทช.ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวข้างต้น เพราะเราปล่อยให้เกิด "อนาธิปไตยทางอากาศ" มานานแล้ว โดยข้ออ้างว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย
การประกาศตัวเป็น "สื่อเลือกข้าง" ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าสื่อนั้นให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแก่ประชาชน แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้ สื่อเลือกข้างจำนวนหนึ่งเป็น "นักโป้ปดมดเท็จ" มากกว่านักสื่อสารความจริง
แม้ "พล.ท.พีระพงษ์" จะบอกว่าสื่อไม่ใช่ต้นตอของความแตกแยกในสังคม แต่อดีตนายทหารปัญญาชนก็พึงทราบว่า ความแตกแยกถึงขั้น "ไทยฆ่าไทย" ทั้งในอดีตและปัจจุบัน สื่อมีบทบาทสูงมากในการปลุกระดม "ปลูกฝังความเคียดแค้นชิงชัง" จนถึงวันที่สุกงอมทางความคิด แล้วผู้คนก็ออกไปเข่นฆ่ากันกลางเมือง
ผมเองไม่ได้คาดหวังกับร่างประกาศ "คุมเนื้อหาสื่อการเมือง" ของ กสทช.มากนัก เพราะคงปฏิบัติยาก และเชื่อว่ามันต้องเจอแรงต้าน ไม่แพ้ร่างประกาศใบอนุญาตวิทยุชุมชน
เขียนแบบนี้อาจมีคนไม่ชอบใจ ขอให้พวกเรายอมรับความจริงเถิด มันอาจเจ็บปวดบ้าง แต่ยังดีกว่าเราปล่อยให้เลือดนองท้องถนนครั้งแล้วครั้งเล่า
สุดท้ายก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกจากเปลี่ยนหน้า "ผู้กุมอำนาจ" จากเสือสิงห์กระทิงแรด มาเป็นแรดกระทิงสิงห์เสือเท่านั้น



