
เริ่มวันแรก
เริ่มวันแรก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2555
วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี นับเป็นวันใหม่ของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่เดินทางมาถึงปลายสุดของเส้นทางอาชีพ อาจจะรู้สึกโหวงเหวง หรือไม่ก็เผลอตื่นขึ้นมาหยิบนั่นนี่ เพื่อเตรียมตัวไปทำงานกันบ้าง เช่นเดียวกับบรรดาพนักงานลูกจ้างเอกชนที่บางแห่งยังเหลือพนักงานที่เกษียณอายุการทำงานด้วยวัย 60 ปี ก็อาจจะมีเรื่องแบบนี้เช่นกัน ทั้งที่หลายคนก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นการฉลองวันสุดท้ายของการทำงานไปเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม ก็อาจมีบ้างที่เป็นแบบนี้
ความจริงแล้วทุกคนต่างก็รู้ดีว่า วันนี้มันต้องเกิดขึ้นกับตนเองทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเตรียมความพร้อม อันได้มาจากการวางแผนให้แก่ชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้วันสิ้นสุดการทำงานไม่ทำให้ชีวิตที่ต้องนับหนึ่งใหม่เต็มไปด้วยความเงียบเหงา เศร้าสร้อย หลายคนเลือกที่จะมีความสุขอยู่กับบ้าน หรือการเดินทาง หรือไม่ก็ตั้งกลุ่มตั้งชมรมพบปะเพื่อนฝูง เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณอายุยังคงมีสีสัน และยังประโยชน์ให้แก่สังคมไปจนถึงประเทศชาติ เพราะความจริงแล้ววัย 60 ปีนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นคุณค่า หรือหมดสมรรถภาพไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพียงแต่ว่า จะเลือกทำอะไรเพื่อสังคมเท่านั้น
ที่น่าเป็นห่วงกลับเป็นผู้ที่มาแทนคนเก่านั่นต่างหาก ว่าใช่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับมาหรือไม่ เพราะในยุคนี้หลักของธรรมาภิบาลนั้นถูกเก็บเข้าลิ้นชักตอกตะปูปิดตายไปแล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามแทบทุกตำแหน่งว่า มีความรู้ความสามารถเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งที่ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ประเด็นที่ว่าเป็นเด็กของใครนั้น ไม่มีใครสงสัยในเรื่องนี้ เพราะแค่เห็นหน้าก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง บางคนถูกย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ก็เพื่อเปิดทางให้พวกพ้องของคนใหญ่คนโตได้มาเสวยอำนาจเสียด้วยซ้ำไป
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจน ที่หลายตำแหน่งในหน่วยงานสำคัญๆ นั้น ล้วนถูกเอาคนที่มาจากแวดวงสีกากีเข้าไปกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ประเทศกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นรัฐตำรวจจนเกือบจะเบ็ดเสร็จไปแล้ว เพราะไม่ใช่แต่เพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่เต็มไปด้วยอดีตตำรวจน้อยใหญ่เข้าไปกำกับดูแล หากแต่องค์กรอิสระบางองค์กรก็มีตำรวจเข้าไปทำหน้าที่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก แม้แต่คนภายในหน่วยงานเหล่านั้น ต่างก็กล้ำกลืนความขมขื่นใจที่โอกาสก้าวหน้าในชีวิตการทำงานถูกบั่นลง เพียงเพราะไม่มีปลอกคอมาสวมใส่
วันนี้อาจจะยังไม่เห็นผลการปฏิบัติหน้าที่ของบรรดาคนมีนายที่ได้ดิบได้ดีขึ้นมาทั้งหลาย แต่นับจากวันนี้ไปพึงแยกแยะให้ได้ว่า ระหว่างบุญคุณที่จะตอบสนองคืนไปให้แก่นาย กับประเทศชาติ ประชาชนนั้น จะต้องแยกแยะชั่งน้ำหนักกันให้ดี ให้เหมาะสม เพราะที่ผ่านมาก็เห็นชัดเจนแล้วว่า คนที่สนองนายจนไม่ลืมหูลืมตาว่า ที่ทำไปนั้นมันผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม กระทั่งที่ดินวัดก็ไม่เว้น ผลกรรมมันตามมาทันทุกคน



