
ปรับครม.เพื่อบ้านเมือง
ปรับครม.เพื่อบ้านเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2555
ดูเหมือนจะเป็นจารีตสำหรับนักการเมืองไปเสียแล้ว ที่ทุกครั้งเมื่อจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีจะได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังมาจากกลุ่ม ก๊วน และมุ้งต่างๆ ในพรรครัฐบาล จนบางครั้งสื่อถึงกับเรียกขานฤดูกาลนี้ว่าเป็นการ "เคาะกะลา" ซึ่งมีนัยเสมอว่าเป็นช่วงเวลาของการแย่งชิงตำแหน่งแห่งที่ ใครสายไหน ใครเป็นคนของผู้มีอำนาจบารมีและอิทธิพลทางการเงินในพรรคก็จะได้รับการสนองตอบ จนดูประหนึ่งว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเครื่องบรรณาการที่มีไว้เพื่อตอบแทนบุญคุณ และบรรดาผู้มีอุปการคุณทางการเมืองมากกว่าสิ่งที่ต้องคิดคำนึงและใคร่ครวญอย่างเช่น ความเหมาะสมของผู้ที่จะมาเป็นเสนาบดีบริหารและแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีและเลือกพวกเขาเข้ามาเป็นตัวแทนในระดับชาติ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีนักการเมืองในนามสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ในทำนองยอมรับความสามารถ แต่กระนั้นก็ใช่ว่า จะสามารถปรับเพื่อสนองทุกคนได้ เพราะจะว่าไปแล้วทุกวันนี้ นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ก็มีหน้าที่การงานรับใช้สังคมกันอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีจะถือโอกาสที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงคณะรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นการปรับเล็กหรือปรับใหญ่ก็ตาม ถ้าหากทุกอย่างจะดำเนินไปตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีแล้ว ย่อมพอเชื่อได้ว่า จะมีการเลือกสรรบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานเพื่อรับใช้บ้านเมืองอย่างแท้จริง
กระนั้นก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ หลายครั้งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของเราคนนี้ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลทางการเมืองของบางคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอำนาจบารมี "คนแดนไกล" ที่นอกจากจะสามารถบงการกันได้ด้วยสายสัมพันธ์แล้ว ตัวเขาผู้นั้นเอง ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์มาหลายครั้งแล้วว่า มีบทบาทสำคัญในการชี้นำรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนถึงการตัดสินใจในนโยบายสำคัญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เช่นนี้นี่เอง ย่อมทำให้เกิดความกริ่งเกรงกันว่า นายกรัฐมนตรีเพียงพูดกับสังคมให้ดูดีดูเท่เท่านั้น เพราะเมื่อถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องปรับคณะรัฐมนตรีตามบัญชาของคนแดนไกลและกลุ่มอิทธิพลภายในพรรคเพื่อไทย
ต้องยอมรับว่า ระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมาปีเศษ ได้แสดงให้เห็นว่า ยังมีจุดอ่อนอยู่อีกมาก ทั้งด้านการคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการตอบแทนกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเหมือนสมบัติผลัดกันชม แต่บุคคลผู้นั้นก็ไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือสมน้ำสมเนื้อกับเสียงเชียร์ให้มาเป็นเสนาบดีก่อนหน้า นอกจากนั้นแล้ว รัฐมนตรีบางรายยังแสดงออกถึงความฉ้อฉลในการใช้อำนาจ บางคนกลายเป็นรัฐมนตรีโลกลืม ปลัดกระทรวงยังมีบทบาทมากเสียกว่า นี่ยังไม่รวมกลุ่มที่มีเค้าว่าจะกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งหากมองโดยภาพรวมแล้ว ถ้านายกรัฐมนตรีสามารถก้าวข้ามจุดเปราะบางเช่นว่านี้ ก็น่าเชื่อว่าในอนาคตเราจะได้คณะรัฐมนตรีที่หวังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ขณะเดียวกันก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ไปในตัวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีหลุดพ้นจาก "กรง" ของคนแดนไกลได้หรือไม่และอย่างไร



