คอลัมนิสต์

 แขก

แขก

25 พ.ค. 2552

ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีรัฐชาติ (Nation State) ใดๆ ในโลกที่ประกอบด้วยประชาชนเพียงชนชาติเดียว รวมทั้งประเทศไทย แม้กระทั่งเมื่อครั้งก่อนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ว่ายุคกรุงศรีอยุธยา ลพบุรี สุโขทัย ฯลฯ ก็ย่อมต้องมีผู้คนต่างเชื้อชาติอยู่ร่วม

 อย่างไรก็ตาม "คนไทย" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมักมีลักษณะ "ดูถูก" ชนชาติส่วนน้อยอื่นๆ ว่าต่ำต้อยกว่าและเรียกขานพวกเขาอย่างมีนัยเหยียดหยาม เช่น ลาว เจ๊ก มอญ แม้ว กะเหรี่ยง รวมทั้ง "แขก" ซึ่งสร้างความไม่พึงพอใจแก่ผู้ที่ถูกเรียกเป็นอย่างยิ่ง

 แม้ปัจจุบันความรู้สึกเช่นนี้อาจไม่รุนแรงนักเนื่องจากเวลาอันยาวนานที่อยู่ร่วมกันในสังคมทำให้ค่อยๆ จางหายไปมากแล้วก็ตาม

 แต่กล่าวสำหรับ "แขก" ความรู้สึกของ "คนไทย" นอกจากมีนัยแห่งความดูถูกแล้ว เฉพาะ "แขก" ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีความไม่ไว้วางใจอันสืบเนื่องมาจากความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิวเผิน โดยเฉพาะการก่อกบฏหลายครั้งนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา และยิ่งเมื่อเกิดการใช้อาวุธเพื่อแบ่งแยกดินแดนบวกกับการโฆษณาชวนเชื่อของทางราชการในอดีตก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกหวาดระแวงจากคนทั่วไปมีมากยิ่งขึ้นไปอีก

 มองพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไม่ไว้วางใจว่าเป็นพวก "ต่างชาติต่างศาสนา"

 เป็นที่สังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ มิได้ตั้งข้อรังเกียจแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามไปเสียทั้งหมด คนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามที่อยู่ไม่น้อยและกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ต่างอยู่ร่วมกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธอย่างกลมเกลียวเช่นเดียวกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นใน กทม. เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช

 จึงอาจสรุปได้ว่าสาเหตุของความไม่ไว้วางใจจากชาวไทยพุทธส่วนใหญ่นอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นเรื่องของ "เชื้อชาติ" มากกว่า "ศาสนา"

 ขณะที่ผ่านมา ทางราชการมักสรุปว่าสาเหตุมาจาก "ความแตกต่างทางศาสนา" เป็นหลัก 

 อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เองแล้ว ผู้คนกลับไม่มีความรู้สึกหวาดระแวงต่อกัน พี่น้องไทยพุทธไทยมุสลิมในหมู่บ้านต่างอยู่ร่วมกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาต่างถือกำเนิดมาในหมู่บ้านเดียวกัน เติบโตมาด้วยกัน เติบใหญ่ก็ทำมาหากินอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ไปตลาดเดียวกัน กินน้ำชาร้านเดียวกัน ฯลฯ ลูกหลานที่เกิดต่อมาก็ใช้ชีวิตในลักษณะเดียวกันนี้

 ครั้งใดที่ไทยพุทธจัดงานเพื่อหาเงินเข้าวัด ไทยมุสลิมก็ร่วมบริจาคอย่างเต็มใจแม้จะไม่สามารถเข้าร่วมพิธีทางพุทธได้

 และเมื่อไทยมุสลิมจัดงานในทำนองเดียวกันเพื่อหาเงินบำรุงมัสยิดหรือกิจกรรมอื่นๆ ชาวไทยพุทธก็จะร่วมบริจาคเช่นเดียวกัน

 จึงสรุปได้ว่าที่ผ่านมาแม้ในยุคที่มีการก่อการร้ายรุนแรงในอดีต คนในหมู่บ้านก็ยังคงอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวโดยไม่ถือเอาความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติมาเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ไม่แตกต่างจากประชาชนในหมู่บ้านของภูมิภาคอื่นๆ ที่ต้องผจญกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างทางราชการกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในครั้งนั้น โดยไม่นำมาเป็นความแตกแยกหวาดระแวงกันนั่นเอง

 ขณะที่ทางราชการมักสรุปปัญหาว่า สาเหตุหนึ่งของความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมาจาก "ความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่" ซึ่งไม่เป็นความจริง

 ในความเป็นจริงนั้น ความหวาดระแวงชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาจากทางราชการ รวมทั้งคนนอกพื้นที่ (บางส่วน) ต่างหาก และเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหามาโดยตลอด
 กับโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผ่านมาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เชื่อว่า ทุกวันนี้ด้วยจิตเมตตาอันเป็นพื้นฐานของสังคมไทย คงทำให้ความรู้สึกหวาดระแวงเหล่านั้นลดน้อยถอยลงไปแล้ว
 แทนที่ด้วยความเห็นใจสงสารในฐานะ "คนไทย" ด้วยกัน

พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์