
ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน
ช่วงนี้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ว่า ที่ผ่านมาเราให้ความรู้และปลูกฝังความคิดที่สร้างทัศนคติในทางที่ไม่เหมาะควรแก่เด็กไทยหรือเปล่า ทั้งในเรื่องของลัทธิคลั่งชาติ การใช้กำลังและความรุนแรงในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่สำคัญท
สิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับคนทุกชนเผ่าหรือทุกชาติ ที่ย่อมมีความคิดว่าตนเองเป็นคนดี คนเก่ง คนฉลาด ก็เลยมองว่า คนอื่นหรือชาติอื่นด้อยกว่าตน จนบางครั้งก็กลายเป็นตัวตลกในเรื่องชวนหัว เช่น คนสกอตเป็นตัวแทนของความขี้ตืด หรือไอริชเป็นคนทึ่มทื่อ ในสายตาของคนอังกฤษ มาจนถึงทุกวันนี้ แต่เราก็ต้องไม่ลืมความจริงประการหนึ่งว่า เมื่อเรามองคนอื่นอย่างไร เราก็ย่อมถูกมองด้วยสายตาเช่นเดียวกันนั้น
แน่นอนว่า ความรู้สึกดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งความไม่พอใจ ความหวาดระแวง ความกินแหนงแคลงใจ และความไม่เป็นมิตรสนิทแนบ ซึ่งบ่อยครั้งที่เราเองก็คงจะนึกไม่ออกและหาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่า เหตุใดความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านถึงดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ หรือการกระทบกระทั่งกันอย่างง่ายดายในเรื่องที่บางครั้งก็แทบจะไม่เป็นเรื่อง
หากเหลียวมองดูตำราประวัติศาสตร์ไทย จะพบว่า ส่วนหนึ่งมีลักษณะเป็นพงศาวดาร ซึ่งเกี่ยวพันกับการรบพุ่ง วีรกษัตริย์ และกฤษฎาภินิหาร อันเรียบเรียงขึ้นในสมัยราชาธิปไตย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความยิ่งใหญ่ของสยามและไทยในอดีต ซึ่งจัดทำขึ้นในสมัยชาตินิยม ถ้าถามว่า เมื่อนักเรียนอ่านประวัติศาสตร์ไทยแล้ว จดจำอะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านได้บ้าง ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะจดจำพม่าในเหตุการณ์ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา จดจำลาวในเหตุการณ์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ ที่คุณหญิงโมทำอุบายตีทัพเจ้าอนุวงศ์ จดจำกัมพูชาจากพิธีปฐมกรรมที่สมเด็จพระนเรศวรตัดคอพระยาละแวก เอาเลือดล้างพระบาท แต่หากนำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่กรณี เราก็จะได้ยินเรื่องราวไปคนละทาง ซึ่งบางคำตอบอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากได้ยินได้ฟังเลยก็ได้
โลกในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งข้อมูลที่ผู้สนใจสามารถค้นคว้าหาข้อเท็จจริง หรือสอบทานความถูกต้องจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย แม้ว่าไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะอ่านตำราประวัติศาสตร์กันคนละเล่ม แต่ในฐานะที่เรามีประวัติศาสตร์ร่วมกัน และมีบทบาทอยู่ในประวัติศาสตร์ของกันและกัน ก็น่าที่จะแสวงหาคำตอบที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า คำตอบดังกล่าวย่อมไม่เป็นที่ถูกใจไปเสียทั้งหมด แต่ก็น่าจะดีกว่าการที่ต่างคนจะต่างเรียนประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นแบบตีความข้างเดียว และบ่มเพาะความรู้สึกที่ไม่ดีต่อเพื่อนบ้าน
จริงๆ แล้วมีภาพประวัติศาสตร์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านหลายภาพที่งดงามและมีคุณค่า เพียงแต่เราไม่ได้หยิบขึ้นมาดูหรือนำไปขยายให้ใหญ่และชัดเจนขึ้น เช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่แม้จะเพิ่งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ได้ไม่นาน แต่ราชสำนักไทยก็เป็นที่พึ่งพาของเจ้าต่างแดน ทั้งเขมร ลาว ญวน หรือในช่วงสงครามกอบกู้เอกราชอินโดจีน ทั้งโฮจิมินห์ของเวียดนาม เจ้าเพ็ชราชของลาว เจ้านโรดม สีหนุของกัมพูชา ก็เคยหนีร้อนเข้ามาพึ่งเย็นในผืนแผ่นดินไทย
จะดีกว่ากันไหมครับ ถ้าคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านอ่านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้างต้นด้วยกัน และเด็กไทยได้เห็นภาพของ โฮจิมินห์ ตอนที่เข้ามาเป็นช่างก่อสร้างวัดที่ จ.อุดรธานี และเจ้าอาวาสได้ช่วยปกป้อง “ลุงโฮ” ให้รอดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ หรือภาพยามที่ใช้ชีวิตท่องไพรในเมืองไทยของ เจ้าเพ็ชราช
ครับ การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ยุคใหม่จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม และยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องเป็นจริง รวมทั้งมีบทบาทในการส่งเสริมมิตรภาพ และการอยู่ร่วมกันโดยสันติภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค อีกโสตหนึ่ง



