
ผลที่อาจตามมาหลังแถลงการณ์อาเซียนวิตกปัญหาซู จี
การไต่สวนนางออง ซาน ซู จี ผู้นำฝ่ายค้านพม่าคราวนี้มิใช่เรื่องธรรมดาและน่าจะก่อให้เกิดผลกระทบบางประการต่อไทยในฐานะผู้ออกแถลงการณ์ในนามอาเซียนวิตกในเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้พม่าปล่อยตัวหญิงเหล็กผู้นี้โดยเร็ว งานนี้ถึงรัฐบาลจะแอบหวังว่าจะได้รับการเอื
ท่าทีของรัฐบาลไทยย่อมเป็นที่ถูกใจของนักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยของจริงในพม่ามานาน อยากเห็นอาเซียนลงมือกดดันพม่าอย่างเป็นรูปธรรมเสียที ขณะที่สหรัฐก็ย่อมพอใจเป็นอันมาก แต่ความพอใจนี้ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเพิ่มการลงทุนทางเศรษฐกิจในทางปฏิบัติอย่างที่หอการค้าอเมริกันยาหอมไทย เพราะปัจจัยด้านอื่นยังมีความสำคัญในสายตาผู้ถือเงินมากกว่าปัจจัยนี้ แต่รัฐบาลอาจใจชื้นขึ้นหน่อย ที่ท่าทีแบบนี้อาจทำให้สหรัฐ และนักสิทธิมนุษยชนมองรัฐบาลเป็นมิตรมากขึ้น การกดดันและตรวจสอบการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์จากต่างแดนอาจลดระดับลงก็เป็นได้
แต่การนำไทยออกหน้าไปเล่นประเด็นที่อาเซียนหลบเลี่ยงไม่เคยแก้ปัญหาตรงๆ มาโดยตลอด ก็มีความเสี่ยง ไทยอาจมีปัญหากับพม่าหรือไม่ได้ผลประโยชน์จากพม่าเท่าที่ควรเป็น ยิ่งในเวลานี้ปัญหาชายแดนด้านนี้กำลังแรงขึ้น เนื่องจากพม่าต้องการความสะเด็ดน้ำทันการเลือกตั้งปีหน้า การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสู้รบ ผู้อพยพ อาวุธเถื่อนและยาเสพติดอาจประสบอุปสรรค จริงอยู่ที่ในระดับปฏิบัติ พม่ายังขอพึ่งพาความช่วยเหลือจากไทยหลายเรื่อง เช่น การสร้างถนนไปเมาะลำไยและด้านสาธารณสุข แต่ความร่วมมือเพื่อความต้องการของไทย เช่น ผลประโยชน์ด้านพลังงานนั้น ยังไม่เห็นว่าไทยจะได้ข้อตกลงใดที่ดีกว่าจีนหรือสิงคโปร์
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่พม่ากำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยแบบฉบับของตนเอง อาเซียนและพันธมิตรในยุโรปบางส่วนเห็นว่าการเกาะเกี่ยวกับพม่าแบบใหม่โดยอาศัยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสจากพายุนาร์กีสเมื่อปีกลาย เข้าไปช่วยเหลือพม่าในด้านต่างๆ และเผยข้อเรียกร้องต่างๆ ควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือกับพม่าไปด้วยนั้น น่าจะเป็นประโยชน์กว่าการกดดันพม่าแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า การเรียกร้องของไทยและอาเซียนครั้งนี้ พอดีหรือเกินพอดีหรือไม่ หรืออาจยังขาดความพอดี เพราะไม่เกิดผลอะไรในทางปฏิบัติก็ไม่แน่



