
ศูนย์บ่มเพาะ...?
ศูนย์บ่มเพาะ...? : กระดานความคิด โดยอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]
พลเมืองไทยในภูมิภาคอื่นและแม้แต่คนในพื้นที่คงจะมีคำถามมากมายที่เกี่ยวข้องกับสังคมอื่น ว่าทำไมเขาไม่เหมือนเรา ทำไมเขาปฏิบัติตัวปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันต่างกับเรา ทำไมเขาคิดและประพฤติอย่างนั้นอย่างนี้สารพัด สาเหตุหนึ่งเพราะเราไม่มีการสอนสั่งเรื่องสังคมคนอื่น แม้แต่องค์ความรู้ของคนในสังคมไทยด้วยกันเรายังไม่มีความรู้ เพื่อที่จะทำความเข้าใจในความเหมือนและความต่างกันเลย ระบบการสอนที่พยายามมองไปข้างหน้า โดยปราศจากการวางพื้นฐานชีวิตเพื่อจะให้ได้เรียนรู้สังคมรอบตัวว่ามีอะไรอย่างไร ถึงแม้จะมีความรู้บ้างแต่เป็นความรู้ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่า ดีกว่า ฉลาดกว่า ก้าวหน้ากว่า จนทำให้เกิดการเรียนรู้สังคมอื่นที่ผิดๆ การสั่งสมความรู้และความเข้าใจที่ผิดจากข้อเท็จจริงทำให้เกิดปรากฏการณ์การดูถูกดูแคลนและมีอคติกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ในที่สุด
ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีมานี้ ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนพลเมืองไทยในที่ต่างๆ ถูกกระบวนการสร้างความแปลกแยก หลังจากการประกาศนโยบาย “รัฐชาติ” ของผู้นำสมัยนั้น กระบวนการสั่งสมความคิดและอุดมการณ์ความเป็น “หนึ่งเดียว” ของคนไทย ทำให้ชนชาติพันธุ์อื่นในประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและดูท่าทีรัฐจะไม่พยายามที่จะแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกเท่าที่ควร ดังนั้น สามารถจะกล่าวได้ว่ามโนสำนึกความเป็นพลเมืองไทยยังอยู่ในสังคมเดิมๆ เมื่อหกทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาที่จะตามมาในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้คือ “การสร้างความพร้อมที่จะอยู่กับคนอื่นได้อย่างไร” โดยเฉพาะในประชาคมอาเซียนที่มีความเป็นพหุสังคมที่หลากหลาย ในความหลากหลายข้างต้น หากจะมองในเรื่องความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมและการใช้ภาษาเพียงประเด็นเดียวสามารถจะกล่าวได้ว่า “ภาษามลายู ศาสนาอิสลาม” คือวิถีที่ประชากรในประเทศอาเซียนยึดเหนี่ยวและปฏิบัติมากกว่า 300 ล้านคน ยิ่งถ้าจะวิเคราะห์ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าสังคมมุสลิมทั่วโลกที่มีมากกว่า 1,500 ล้านคนจะยิ่งท้าทายมากขึ้นอีกว่า “คนไทย” จะต้องปรับตัวในสังคมโลกได้อย่างไร หากเรามีองค์ความรู้เรื่องของตัวเองมากเพียงฝ่ายเดียว หรืออาจจะคิดแบบชาตินิยมสุดกู่ “พลโลกต้องปรับตัวเข้าหาคนไทยซิ...ถ้าอยากจะคบกับคนไทยกระนั้นหรือ ?”
สังคมโลกส่วนหนึ่งถูกจำลองและมีแบบอย่างที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่พร้อมสรรพ หากกระบวนการเรียนรู้เรื่องวิถีของคนไทยเชื้อสายมลายูและพลเมืองไทยที่นับถือศาสนาอิสลามที่เรียกว่าเป็น “มุสลิมหรือที่พยายามจะยัดเยียดให้เรียกว่าไทยมุสลิม” ไว้เป็นปฐมบทแห่งการเรียนรู้แก่พลเมือง จะเป็นความท้าทายและถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมของประเทศชาติเป็นอย่างมาก สำคัญอยู่ที่จะนำวิกฤติที่เกิดความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นโอกาสที่จะอธิบายองค์ความรู้ของพื้นฐานสังคม ความเป็นอยู่ วิถีความเชื่อ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรมและประเพณีของพลเมืองไทยที่นั่นว่ามีความแตกต่างและมีความเหมือนกับวิถีของพลเมืองไทยในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศอย่างไร มีรายละเอียดที่แท้จริงที่จะทำความเข้าใจในอย่างไร อาทิ ด้านปรัชญา อุดมการณ์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และเหตุผลใดในการมีองค์กร สถาบันที่เกิดและมีอยู่คู่กันในสังคมมาอย่างยาวนั้น มีวิธีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานับเกือบพันปีอย่างไร มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่สามารถรักษาอุดมการณ์แต่ละชนิดแต่ละประเภทได้อย่างไร เช่นการมีชีวิตชีวาของสถาบันศาสนา มีมัสยิด สุเหร่า บาลัย มูซอลลา ฯลฯ มีการสอนศาสนาอิสลามพื้นฐาน(ฟัรดูอีน)ที่ในพื้นที่เรียกว่าตาดีกาทุกคุ้มทุกชุมชน มีสถาบันการศึกษาปอเนาะ มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมากมาย “หากองค์กรและสถาบันต่างๆ เหล่านี้คือศูนย์บ่มเพาะความคิดและการซ่องสุมกำลังเพื่อการแบ่งแยกดินแดนตามความเข้าใจและความอยากจะให้เป็นโดยฝ่ายความมั่นคงบางคนบางพวกแล้วไซร้ ป่านฉะนี้ดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้คงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยไปนานแล้วกระมัง..?”



