
ความเป็นหญิงของยิ่งลักษณ์กับการเมืองโลก
ความเป็นหญิงของยิ่งลักษณ์กับการเมืองโลก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2555
ไม่ว่าจะเป็นไปตามสคริปต์ที่กระทรวงการต่างประเทศหรือที่ปรึกษาจัดให้ หรือด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นหญิงของเธอหรือเป็นเพราะปรารถนาดีด้วยความจริงใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงเสนอตัวเองระหว่างงานเลี้ยงนอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าต้องการจะช่วยแก้ปัญหาการแย่งกรรมสิทธิ์เหนือเกาะพิพาทแถบทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับหลายประเทศในย่านเอเชียอาคเนย์โดยสันติวิธีนอกเหนือจากช่วยคลี่คลายปัญหาขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่แย่งกรรมสิทธิ์เหนือเกาะเตียวหยูในภาษาจีน หรือเกาะเซงซากุในภาษาญี่ปุ่นในแถบทะเลจีนตะวันออก โดยเธอกล่าวว่าไม่ได้ประเมินความท้าทายต่ำเกินไป แต่เป็นเพราะเชื่อมั่นในความเป็นหญิงของเธอว่าอาจจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ได้ เพราะเพศของเธอ ทำให้เธอได้เปรียบในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังนี้
ในแง่ของหลักการแล้ว เป็นเรื่องเหมาะสมยิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยคลี่คลายปัญหาเรื้อรังนี้ ในฐานะที่ไทยรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานอาเซียน-จีนอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งไม่ได้เป็นคู่กรณีแย่งชิงกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะพิพาท จึงสามารถเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ แต่ถ้าพูดถึงเหตุผลที่น.ส.ยิ่งลักษณ์หยิบยกมาเป็นข้ออ้างว่าเพราะความเป็นเพศหญิง ทำให้เธอได้เปรียบในการเจรจา นับเป็นเหตุผลที่อ่อนมากและสะท้อนถึงความไร้เดียงสาทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เคยแบ่งแยกเพศว่าเป็นหญิงหรือชาย หากแต่ดูความสามารถ ความเฉียบขาด รู้ทันสถานการณ์ และการมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล สามารถบริหารประเทศให้พ้นวิกฤติ ตลอดจนสามารถประสานผลประโยชน์ของประเทศเข้ากับผลประโยชน์ร่วมของทุกฝ่ายได้อย่างลงตัว
ในอดีตนั้น มีนักการเมืองหญิงที่โลกยกย่องว่ามากความสามารถอยู่หลายคนไม่ว่าจะเป็นนางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ หรือในปัจจุบันก็มีนางแองเจลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี หรือนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แต่ในอดีตอีกเช่นกันที่มีอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอีกหลายคน อาทินางอิเมลดา มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ และนางอิวิตา เปรอง แห่งอาร์เจนตินา ที่รู้จักใช้แต่เสน่ห์หญิงและมารยาหญิงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองหลอกลวงชาวบ้านที่ยากจนและไม่ทันเหลี่ยมนักการเมืองด้วยนโยบายประชานิยม จนทำให้บ้านเมืองแทบจะล่มจมจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองไปทั่ว
ดังนั้น ความเป็นเพศหญิงจึงไม่เกี่ยวกับบทบาทบนเวทีการเมืองระดับภูมิภาคหรือระดับโลกแต่อย่างใด ดังที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าใจหรือพยายามยกตัวเองเข้าข่ม หากบทบาทนั้นจะเป็นที่ยอมรับได้ก็มาจากการยอมรับจากผู้นำของประเทศต่างๆ หรือผู้นำองค์การระหว่างประเทศ ดังกรณีของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย ที่ได้เปิดเจรจานอกรอบกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติเกี่ยวกับการพัฒนาโลกในช่วงหลังปี 2558 และการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องของสหประชาชาติ



