คอลัมนิสต์

ปมล้างมลทินข้อเท็จจริงที่แตกต่าง'ยงยุทธ'?

ปมล้างมลทินข้อเท็จจริงที่แตกต่าง'ยงยุทธ'?

27 ก.ย. 2555

ปมล้างมลทิน ข้อเท็จจริงที่แตกต่าง'ยงยุทธ'? : ขยายปมร้อน โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

               หลังเรื่อง "ล้างมลทิน" ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ว่ามีความผิดในช่วงที่เขาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2545 และ อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทยลงมติให้ "ไล่ออก" เกิด "แดงขึ้นมา" ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่ายหลักๆ คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับ แนวคิดของกระทรวงมหาดไทย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
   
              มีความพยายามลากดึงกรณีต่างๆ ที่เคยได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน มาเทียบเคียงเพื่อสนับสนุนแนวความคิดของตัวเอง
   
              กรณีแรก คือ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปี 2526 ที่กระทรวงมหาดไทยนำมาใช้เป็นข้ออ้างในคำสั่ง "ไล่ออก" ยงยุทธ ว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ส่งผลให้นายยงยุทธไม่ต้องหลุดจากตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรี เพราะถือว่าไม่เคยถูกลงโทษ "ไล่ออก" มาก่อน
   
              อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในรายละเอียดดังกล่าวจะมีความแตกต่างกับกรณีของนายยงยุทธ คือ กรณีปี 2526 ก.พ.ได้สอบถามไปยังกฤษฎีกา "กรณีที่ข้าราชการกระทำผิดก่อนหรือในวันที่ 6 เมษายน 2526 และ อ.ก.พ.กระทรวงมีมติก่อนวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2526 ใช้บังคับ ให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ แต่ผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งลงโทษในภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ใช้บังคับ...เช่นนี้ ผู้ถูกสั่งลงโทษจะได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่" ซึ่งแตกต่างกับกรณีของนายยงยุทธ ที่ อ.ก.พ.กระทรวง ไม่ได้มีมติก่อน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 มีผลใช้บังคับ แต่เพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา
   
              กรณีที่ 2 คือกรณีของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ที่เคยได้อานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินมาก่อน โดยฝ่ายของนายยงยุทธพยายามบอกว่ากรณีของเขาเหมือนกรณีของนายปลอดประสพ ถึงขนาดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างผู้สื่อข่าวกำลังถามนายยงยุทธเรื่องนี้ นายยงยุทธก็ให้ปลอดประสพ ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ มาช่วยอธิบาย แต่เนื้อหาการอธิบายของนายปลอดประสพ ดูจะเป็นไปในลักษณะ "คนละเรื่องเดียวกัน" ซะมากกว่า
   
              และเมื่อดูจากหนังสือของ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ที่ทำถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นกรณีที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้หารือกรณีการล้างมลทินให้นายยงยุทธ และให้เทียบเคียงกับกรณีของนายปลอดประสพ บวกกับข้อมูลจาก "คนใกล้ชิด" นายปลอดประสพ ก็ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความต่าง
    หนังสือของเลขาธิการ ก.พ. ระบุชัดเจนว่ากรณีของนายปลอดประสพ นั้นเป็นไปตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน (ส่วนกรณีของนายยงยุทธ เป็นไปตามมาตรา 5) โดยเนื้อหาสำคัญคือ กรณีผู้ถูกดําเนินการทางวินัย ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้สั่งยุติเรื่องหรืองดโทษก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทิน มีผลให้ผู้นั้นไม่ต้องถูกพิจารณาเพิ่มโทษหรือถูกดำเนินการทางวินัยในกรณีนั้นๆ อีก
   
              ทั้งนี้ ปลอดประสพ ถูกตั้งกรรมการสอบทางวินัยกรณีอนุญาตให้ส่งออกเสือโคร่ง 100 ตัว ของบริษัทสวนเสือศรีราชา ไปประเทศจีน ในช่วงที่เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ แต่สุดท้ายคณะกรรมการสรุปว่านายปลอดประสพไม่ผิดและต่อมา "ทักษิณ ชินวัตร" ในฐานะนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่อง
   
              แต่หลังจากนั้นป.ป.ช.ได้ลงมติเมื่อ 9 สิงหาคม 2550 ว่า ปลอดประสพ ผิดวินัยร้ายแรง และอ.ก.พ.สำนักนายกฯ ได้มีมติเมื่อ 13 ธันวาคม 2550 ให้ไล่ออก และวันที่ 15 ธันวาคม ปีเดียวกัน นายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ลงนามในคำสั่งไล่ออก แต่เพราะเข้าเงื่อนไขมาตรา 6 ตอนหลังจึงมีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไปโดยคำสั่งของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
   
              กรณีที่ 3 คือกรณีของ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและติดตามประเมินผล กรณีไปตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของสื่อมวลชน เอ็นจีโอ และนักการเมือง 200 คน
   
              กรณีนี้จะเหมือนกับกรณีของ ปลอดประสพ คือ ได้รับการล้างมลทินตามเงื่อนไข มาตรา 6 โดย พล.ต.ต.พีรพันธุ์ และ พ.ต.อ.สีหนาท ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการเห็นว่า ไม่มีความผิด และนายกรัฐมนตรีขณะนั้น คือ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่องตั้งแต่ปี 2545
   
              ต่อมา ป.ป.ช.ได้มีมติเมื่อ 30 เมษายน 2552 ว่า พล.ต.ต.พีรพันธุ์ และพ.ต.อ.สีหนาท ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง แต่หน่วยงานต้นสังกัดไม่สามารถดำเนินการตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลได้ เนื่องจากบุคคลทั้งสองได้รับผลจาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน โดยสำนักงาน ปปง. และกระทรวงยุติธรรมได้ทำเรื่องหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นไว้ในเรื่องเสร็จที่ 234/2552 ว่า ผู้บังคับบัญชาย่อมไม่อาจดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่ได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว
   
              ทุกเรื่อง ข้อเท็จจริงแตกต่างจากกรณีของนายยงยุทธ แต่จุดจบจะเหมือนกันหรือไม่ ต้องติดตาม !!!

................

(หมายเหตุ : ปมล้างมลทิน ข้อเท็จจริงที่แตกต่าง'ยงยุทธ'? : ขยายปมร้อน โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)