
แก้จราจรกรุงต้องทำจริงอย่าเป็นแค่เกมการเมือง
แก้จราจรกรุงต้องทำจริงอย่าเป็นแค่เกมการเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2555
ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นตลอด จากจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น การก่อสร้างถนนหนทางโครงข่ายเชื่อมกันก็ไม่ทันกับปริมาณรถที่เพิ่มพรวดพราดทุกปี และยังขาดการวางแผนเพื่อรองรับอนาคตเมืองใหญ่ที่ขยายตัวรวดเร็วทั้งในด้านประชากรและจำนวนรถยนต์ นอกจากนี้โครงการรถคันแรกของรัฐบาลยังมีส่วนกระตุ้นให้การเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์แบบก้าวกระโดด มีแรงจูงใจจากการคืนภาษีสูงสุด 1 แสนบาท กรมสรรพสามิต ได้ส่งข้อมูลคืนเงินของโครงการรถยนต์คันแรก ณ วันที่ 18 กันยายน 2555 ว่ามีจำนวน 217,000 คัน คิดเป็นวงเงินขอคืน 15,600 ล้านบาท อันนี้ยังไม่นับรวมระยะเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีที่คาดการณ์ว่าการจับจองรถคันแรกอาจทะลุ 3 แสนคัน
เมื่อพิจารณาตัวเลขจากที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ออกมาเปิดเผยเมื่อต้นปีว่า ปี 2554 ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม มีรถจดทะเบียนในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจากเดิม 6,444,631 คัน เป็น 6,841,171 คัน เพิ่มขึ้น 396,540 คัน มีการจดทะเบียนใหม่เฉลี่ยวันละ 1,225 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 243 คันต่อวัน เมื่อตรวจสอบอัตราความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ส่วนบุคคลบนถนนสายต่างๆ พบว่า ในชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้า 16.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และช่วงเย็น 23.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับปี 2553 พบว่าช่วงเช้าลดลงประมาณ 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนช่วงเย็นลดลง 2.1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกว่าแล่นได้ช้าลงทุกปี ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนเกิดน้ำท่วงขังตามเส้นทางก็ต้องเผชิญรถติดแสนสาหัสซ้ำอีก
การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้หลายรัฐบาลหลายยุคได้เข็นนโยบายออกมาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มอบหมายให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม จัดทำแผนงานเสนอแก้ไขน้ำท่วมขังในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล รวมทั้งปัญหาจราจรติดขัด โดยให้มียุทธศาสตร์หลักส่วนหนึ่ง คือการพิจารณาเลื่อนเวลาเข้าทำงานในหน่วยงานราชการ เพื่อลดปริมาณการใช้รถใช้ถนน ให้หน่วยงานราชการในกทม.และปริมณฑล ติดตามพยากรณ์อากาศ หากพบว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ใดให้เลิกงานเร็วขึ้นและไปชดเชยในวันถัดไป จะว่าไปข้อเสนอดังกล่าวไม่ถือว่าใหม่ เพราะในอดีตก็เคยเหลื่อมเวลาการเปิด-ปิดธนาคาร และหน่วยงานราชการมาแล้วก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนถึงขนาดตั้งแท่นจะให้ขับรถสลับวันตามทะเบียนรถเลขคู่เลขคี่
การแก้ปัญหาของฝ่ายบริหารไม่ว่าจะเรื่องใดต้องดำเนินการอย่างจริงจัง รวมทั้งต้องหาวิธีการและลงมือจัดการตามแผนให้สำเร็จแม้จะยากลำบากแค่ไหน เพราะได้ถูกเลือกเข้ามาทำหน้าที่แล้ว ที่สำคัญต้องไม่เล่นการเมือง เพียงเพื่อผลประโยชน์แก่ฝ่ายตนเอง เช่นกรณีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ต้องทิ้งการเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กันยายน โดยให้เหตุผลว่านายกรัฐมนตรีให้เดินทางด่วนไปดูน้ำท่วมที่ปราจีนบุรี แต่ในความเป็นจริงก็เป็นที่ทราบกันดีว่า หนีประชุมเพื่อป้องกันปัญหาคดีอัลไพน์หากเรื่องกฎหมายล้างมลทินนำมาใช้ไม่ได้ หรือกรณีการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและกทม.ก็เล่นการเมืองทั้งสองซีก จะมีฝ่ายใดแก้ปัญหาจริงจังให้ประชาชนบ้าง ดังนั้นการแก้จราจรเมืองกรุงก็จะเป็นบทพิสูจน์อีกบทหนึ่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็นแค่เกมการเมืองหรือไม่



