คอลัมนิสต์

ปรองดอง:สังคมต้องช่วยกัน

ปรองดอง:สังคมต้องช่วยกัน

23 ก.ย. 2555

ปรองดอง:สังคมต้องช่วยกัน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2555

               กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน เปิดรายงานฉบับสมบูรณ์เนื้อหากว่า 300 หน้า หลังจากทำงานมาครบวาระ 2 ปี  ที่นอกจากจะมีการสรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิ ตลอดจนการค้นหาความจริงของเหตุการณ์ช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 แล้ว ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรองดองอีก 21 ข้อ ได้ถูกฝ่ายการเมืองทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างนำไปขยายผลจนคอป.ต้องตกเป็นจำเลยถูกผลักให้ไปอยู่ในมุมมองของแต่ละขั้ว
   
             ข้อมูลที่จัดทำขึ้นมาได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ได้ให้รายละเอียด โดยเฉพาะในประเด็นที่สังคมกำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ เรื่องของชายชุดดำที่รายงานนี้ยืนยันว่า ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีชายชุดดำอยู่จริง และเป็นกลุ่มที่ใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่ากลุ่มชายชุดดำมีความเกี่ยวข้องกับแกนนำผู้ชุมนุมรายใด เพียงแต่มีหลักฐานที่พอสรุปได้ว่าชายชุดดำหลายคนมีความใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และระหว่างปฏิบัติการได้รับการสนับสนุนจากการ์ดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
   
             ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็มีการใช้กระสุนจริงในปฏิบัติการ ทั้งยิงขึ้นฟ้าและยิงใส่ผู้ชุมนุม รวมถึงมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการวางพลแม่นปืน โดยมีการใช้อาวุธยิงมาในทิศทางที่มีผู้ชุมนุม สอดคล้องกับร่องรอยกระสุนปืนจำนวนมากที่ยิงมาจากทิศทางที่เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการอยู่ รวมทั้งการใช้กระสุนจริงยิงเข้าไปในสวนลุมพินี เช่นเดียวกับบนถนนพระรามที่ 4-บ่อนไก่ ในระหว่างการเข้าควบคุมและปิดล้อมพื้นที่  เช่นเดียวกับที่ยิงเข้าไปในวัดปทุมวนาราม เพื่อตอบโต้กับชายชุดดำที่ยิงใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ
   
             จะเห็นได้ว่าตลอด 2 ปีของการตรวจสอบค้นคว้าข้อมูลของคอป.นั้น ไม่ได้ถูกแทรกแซงจากทั้งคนในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแต่อย่างใด อีกทั้งคอป.เองก็ได้ออกตัวก่อนแล้วว่ารายงานของ คอป. ไม่ใช่กระบวนการหาข้อเท็จจริงเพื่อหาคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เป็นเพียงแค่การตรวจสอบว่าเหตุความรุนแรงจนนำไปสู่ความสูญเสียนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ที่สำคัญรายงานชิ้นนี้ไม่ได้ชี้ว่าใครทำผิดหรือทำถูก หากแต่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและรัฐบาลที่ต้องหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ
   
             สังคมไทยควรจะเปิดใจกว้าง เรียนรู้จากรายงานของคอป.ซึ่งมีความตั้งใจในการทำงานสืบค้นข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการสะท้อนให้เห็นปัญหาภาพรวม ซึ่งอาจจะขาดหายไปเวลาที่มีการถกเถียงกัน หรือชูธงนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน จนละเลยความจริงผิดถูกชั่วดีไปเสียหมด เนื้อหาทั้ง 300 หน้ามีความเกี่ยวพันกัน ทั้งข้อเท็จจริง การวิจัยสาเหตุ รากเหง้าปัญหา มาจนถึงข้อเสนอแนะ เพื่อร่วมกันค้นหาแนวทางที่จะนำไปสู่ความปรองดอง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ เพราะการสร้างความปรองดองไม่ใช่เป็นเรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่สามารถทำได้สำเร็จโดยฝ่ายเดียว สังคมต้องช่วยกัน